สุดยอดโสมไทย “กระชายเหลือง” หาง่าย ราคาถูก สรรพคุณเทียบโสมเกาหลี

อย่างที่รู้กันว่า โสมเกาหลี นั้นมีสรรพคุณมากมายในการรักษาโรค บำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะกับผู้ป่วย ผู้สูงวัย และผู้ที่ต้องการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ซึ่งกลุ่มคนที่รับประทานโสมเกาหลีนี้ ต้องค่อนข้างมีฐานะที่ดี เนื่องจากราคาที่สูงมากเป็นหลักหมื่นเลยทีเดียว ซึ่งลำพังคนจนหรือคนรากหญ้า คงยากที่จะดูแลบำรุงร่างกายตัวเองด้วยโสมเกาหลีได้ พูดง่ายๆว่ามันคือสมุนไพรนอกสำหรับคนรวยนั่นเอง แต่โลกไม่เคยลำเอียง ย่อมสร้างสิ่งที่ดีที่สุด และคู่ควรให้กับมนุษย์เสมอ อย่างกระชายเหลือง ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านโรค บำรุงร่างกาย ไม่แพ้กับโสมเกาหลี ที่สำคัญมันราคาถูก และหาได้ง่ายในประเทศไทย เหมาะกับกลุ่มคนหลากหลาย ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น ไม่จำกัดฐานะ ซึ่งในวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกระชายเหลือง สุดยอดสมุนไพรไทยที่ไม่น้อยหน้าประเทศไหนๆ พร้อมสรรพคุณอันมากมายที่คุณจะต้องทึ่งอย่างแน่นอน มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

มารู้จักกระชายเหลือง สุดยอดสมุนไพรกัน

ก่อนอื่นเราจะพาคุณไปรู้จัก กระชาย กันก่อน กระชายนั้นมี 3 ประเภท คือ กระชายดำ กระชายแดง และกระชายเหลือง ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงกระชายเหลือง เป็นพืชล้มลุกอยู่ในแถบร้อน มีลักษณะเป็นเหง้าเกิดใต้ดิน และแตกรากขยายออกไปเป็นหน่อจำนวนมากมาย ตรงกลางอวบกว่าส่วนหัวและท้าย มีสีเหลือง และมีกลิ่นหอมมาก นิยมนำมาทำเป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหาร และต้านโรค บำรุงกำลัง ตั้งแต่โบราณจนมาถึงปัจจุบัน

สรรพคุณมากมายของกระชายเหลือง

กระชายเหลืองมีสรรพคุณเทียบโสมเกาหลี จนได้รับขนานนามจากวงการแพทย์แผนไทยว่า เป็นโสมไทย เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง บำรุงเอ็นและกระดูกให้แข็งแรง บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ บำรุงตับไต ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศทั้งหญิงและชาย เช่น ในกรณีเพศหญิงที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไปก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมได้ หรือน้อยเกินไปก็อาจเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ กระชายเหลืองจะทำการปรับฮอร์โมนดังกล่าวให้สมดุลนั่นเอง ช่วยปรับความดันโลหิตให้ปกติ สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ร่างกาย ห่างไกลไข้หวัดและโรคร้ายต่าง ๆ เหมาะสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงวัย และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

รับประทานกระชายเหลืองอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในการรับประทานกระชายเหลืองนั้น สามารถนำมาเป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหารได้เลย เช่น แกงป่า แกงเลียง น้ำยาป่าขนมจีน แต่ถ้าต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นิยมนำมาคั้นน้ำแยกกาก ผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำมะนาว หรือใบโหระพา เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นให้ทานง่ายขึ้น และเสริมฤทธิ์กัน ซึ่งควรดื่มน้ำกระชายเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย และบำรุงร่างกายของคนปกติทั่วไป ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

รู้อย่างนี้แล้วเราก็ควรเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพตัวเองด้วยกระชายเหลือง โสมไทยที่มีสรรพคุณมากมาย ไม่แพ้โสมชนชาติไหนๆ ที่สำคัญมันหาง่ายในบ้านเรา และราคาไม่แพงเหมือนกับโสมนอก จึงไม่จำเป็นที่คุณจะต้องจ่ายแพงอีกต่อไป

5 ยอดนักกีฬา สวย-หล่อในดวงใจ

รัชนก อินทนนท์ นักแบดสาวมือ 1 ของไทย โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ด้วยการคว้าแชมป์ใหญ่ๆ ได้ถึง 3 ในปีนี้ แมทต์ที่ได้ใจคนไทยทั้งประเทศ คือช็อตหลังคว้าแชมป์ที่เดนมาร์กโอเพ่น เธอได้มองขึ้นบนฟ้า พร้อมก้มกราบลงไปที่พื้นสนาม ด้วยคราบน้ำตา แสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ในช่วงเวลาที่กำลังจะมีพิธีสำคัญที่สุดของชาวไทยเวลานั้น

เจ ชนาธิป หรือเมสซี เจ ทีมชาติไทยที่ความสามารถไม่ได้เล็กตามตัวเพราะการันตีด้วยรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากหลายการแข่งขัน ฟอร์มการเล่นของ เมสซี เจ โดดเด่นมาก เล่นเร็ว เล่นพริ้ว ใช้ความเล็กของตัวเองมาเป็นข้อได้เปรียบให้ทีม

นักมวยดีกรีนายแบบ อองตวน ปินโต มีหน้าตาโดดเด่นไม่แพ้ฝีมือต่อยมวย ฮุกซ้ายฮุกขวา หนักๆ เน้นๆ ทำคู่ต่อสู้น็อคมาเยอะ อองตวนชกมาแล้วก็หลายเวทีอย่าง ปัจจุบันเซ็นสัญญาเข้าสังกัดไทยไฟต์

ปลื้มจิตร ถิ่นขาว เจ้าของตำแหน่งบอลกลางและกัปตันทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย เธอโดดเด่นด้วยทักษะบอลเร็ว แถมยังเล่นได้ทุกตำแหน่ง มีรางวัลต่างๆการันตีความสามารถ รวมถึงรางวัลนักกีฬาขวัญใจมหาชน

เอรียา จุฑานุกาล ถือเป็นปีทองของเธอ เมื่อระเบิดฟอร์มจนก้าวขึ้นไปยึดมือ 1 ของโลกได้สำเร็จอยู่พักหนึ่งเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา กวาดแชมป์ระดับเยาวชนในประเทศมาทุกรุ่น ปัจจุบันเป็นแชมป์ในทัวร์นาเมนต์ LPGA ไปแล้ว 7 รายการ

กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ แต่คนเล่นกีฬานี่สิ วิเศษกว่า ไม่ว่ากีฬาอะไรก็สนุกและมีประโยชน์ทั้งนั้นค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นกีฬาออนไลน์อย่าง w88 mobile ที่รวบรวมแทบทุกแมทต์การแข่งขันที่สนุกๆ และสำคัญๆ ไว้ครบทุกชนิดกีฬา ซึ่งคุณสามารถทำได้ในคลิ๊กเดียว  กองเชียร์อย่างเราต้องขอบคุณความทุ่มเท ความเหนื่อยยากของนักกีฬาทุกคนที่ตั้งใจทำผลงาน นำชื่อเสียงมาให้ประเทศไทย

 

บุหรี่มือสอง ภัยร้ายสำหรับคนไม่สูบบุหรี่

ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ควันบุหรี่ก็มีสารพิษที่เมื่อสูดดมเข้าไปมาก ๆ สามารถทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ แต่ไม่ใช่จะมีเพียงผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้นที่จะได้รับอันตรายจากควันบุหรี่ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่เองแต่ถ้าหากต้องอยู่ร่วมกับคนที่สูบบุหรี่ ก็อาจจะได้สูดดมควันบุหรี่เข้าไปด้วยเช่นกัน และอาจทำเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากผู้ที่สูบบุหรี่เอง และเราเรียกผลกระทบจากควันบุหรี่นี้ว่า บุหรี่มือสอง

บุหรี่มือสอง

                คำว่าบุหรี่มือสองนั้นคือผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่ ทำให้ต้องสูดดมควันพิษจากบุหรี่เข้าไปจนทำให้อาจเกิดโทษต่อร่างกายได้ โดยผู้ที่เป็นบุหรี่มือสองนั้นนอกจากจะได้รับสารจากการสูดดมควันบุหรี่จากผู้สูบโดยตรงแล้ว ต่อให้เราเลี่ยงไม่ไปใกล้ ๆ เวลาที่เขาสูบ เราก็ยังจะได้รับความพิษจากการสูดดมเขม่าควันที่ติดตามเสื้อผ้าของผู้สูบได้เช่นกัน โดยผู้ที่เป็นบุหรี่มือสองนี้มักจะได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากกว่าผู้สูบเองด้วยซ้ำ เพราะเวลาสูบบุหรี่ควันที่พ่นออกมานั้นมีปริมาณมากกว่าที่ผู้สูบ สูบเข้าไปดังนั้นผู้ที่ไม่สูบจึงสูดควันเข้าไปเต็ม ๆ  เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบ จึงมีแนวโน้มที่จะป่วยเพราะควันบุหรี่มากกว่าผู้ที่สูบซะอีก

โทษจากควันบุหรี่

                เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าควันบุหรี่มีโทษต่อร่างกายเป็นอย่างมาก และในควันบุหรี่ก็มีสารพิษให้โทษต่อระบบร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นิโคติน, ทาร์, ไฮโดรเจนไซยาไนด์, คาร์บอนมอนอกไซด์ และยังมีสารพิษให้โทษอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้ส่งผลต่อระบบต่างของร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ การทำงานของหัวใจ หรือแม้แต่ดวงตาเป็นต้น

ควันบุหรี่ส่งผลกะทบต่อร่างกายอย่างไร

                ควันจากบุหรี่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายดังนี้

ผลกระทบต่อดวงตา เนื่องจากควันบุหรี่มีสารพิษอยู่มาก ดังนั้นเมื่อเราสูบบุหรี่บ่อย ๆ ควันจากบุหรี่ก็จะขึ้นไปเกาะสะสมอยู่ที่กระจกตา เมื่อสะสมไปเป็นเวลานานอาจจะทำให้กลายเป็นโรคต้อกระจกได้

ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เราทราบดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดหรือโรคถุงลมโป่งพองได้

ผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ สารนิโคตินและสารพิษอื่น ๆ ในควันบุหรี่มีผลทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัวซึ่งเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจและส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

เราต่างรู้กันดีว่าบุหรี่นั้นให้โทษต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นหากเราเลี่ยงที่จะไม่สูบได้ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเราและคนรอบข้าง หรือแม้แต่ผู้ที่สูบบุหรี่ ก็ควรที่จะพยายามเลิกสูบ เพราะเมื่อคุณสูบไม่ใช่แค่คุณที่ได้รับผลกระทบ แต่ครอบครัวและคนที่คุณรักเองก็ได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน

แสงสีฟ้า อันตรายใกล้ตาที่หลายคนยังละเลย

ในปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของเราไปแล้ว เรามีติดตัวกันทุกคนและเรายังใช้มันตลอดเวลา ไม่ว่าจะใช้ในการทำงานหรือเพื่อความบันเทิงก็ตาม เราแทบจะมองจอกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในตอนทานข้าว ตอนรอรถ หรือเวลาว่าง ๆ เราก็มักจะนำโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นเกมส์หรือเล่นอินเตอร์เน็ต แต่เรารู้หรือไม่ว่า หน้าจอที่เรานั่งก้มหน้าจ้องมันตลอดเวลานี้ มันมีอันตรายซ่อนอยู่ เจ้าอันตรายที่ว่านี่ก็คือแสงสีฟ้าที่สามรถทำร้าย ทำลายดวงตาของเราได้นั่นเอง

แสงสีฟ้าคืออะไร

                หลาย ๆ คนทราบว่าในหน้าจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์ และจอทีวีนั้นมีแสงสีฟ้า แต่แม้แต่แสงอาทิตย์ก็มีแสงสีฟ้าเช่นกันเป็น ถึงแม้เราจะทราบว่าแสงสีฟ้าเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่เรามักไม่ทราบว่าแสงสีฟ้าส่งผลต่อดวงตาของเราอย่างไร แสงสีฟ้าคือแสงที่มีพลังงานสูงซึ่งเป็นแสงที่มีความสามารถทำลายจอประสาทตาของเราได้ และนอกจากจะมีผลต่อดวงตาแล้วยังไปยับยั้งการหลังของสารเมลาโทนินซึ่งก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้จะให้เราเลิกใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเรายังคงใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานอยู่ แต่เรามีวิธีในการดูแลรักษาและถนอมดวงตาที่ต้องใช้งานอยู่กับแสงสีฟ้าเช่นกันดังต่อไปนี้

  1. ปรับแสงสว่างหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะไม่ให้สว่างหรือมืดจนเกินไป
  2. พักสายตาละสายตาจากหน้าจอบ้าง ไม่ควรจ้องหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
  3. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตาแห้ง
  4. ทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาเช่น ผักบุ้งหรือฟักทองเป็นต้น
  5. ติดฟิล์มกรองแสงหรือใส่แว่นตาที่ช่วงกรองแสงสีฟ้า
  6. เมื่อรู้สึกว่าสายตาล้า ให้มองออกไปไกล ๆ มองบริเวณที่มีต้นไม้สีเขียวเป็นการพักสายตา

ดังนั้นเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อรักษาดวงตาของเรา เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญในการดำเนินชีวิต อย่าอยู่กับหน้าจอนานเกินไป ออกไปมองฟ้า มองธรรมชาติบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นผลดีกับดวงตาของเราแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของเราอีกด้วย เรามักใช้เวลาว่างไปกับการมองภาพในจอ แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากให้เราได้ใช้เวลากับมัน สำหรับใครที่ต้องทำงานอยู่กับหน้าจอทั้งวันแล้ว ในการทำงานเราคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเรามีเวลาว่างเราก็ไม่ควรจมอยู่กับหน้าจอเช่นเดิม ควรไปพักสายตาบ้างเพื่อให้สายตาเราไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

เครื่องสำอางมีวันหมดอายุหรือเปล่านะ

                สาว ๆ กับเครื่องสำอางเป็นของคู่กัน สาว ๆ ทุกคนไม่ว่าจะใครจะต้องมีเครื่องสำอางประจำตัวอย่างน้อยคนละ 1 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ลิปสติก หรือรองพื้น แต่เราเคยรู้กันหรือเปล่า ว่าเครื่องสำอางก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน แต่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน และชนิดของเครื่องสำอางชนิดนั้น ๆ

วันหมดอายุของเครื่องสำอางแต่ละชนิด

                เครื่องสำอางแต่ละชนิดนั้นจะมีวันหมดอายุที่ต่างกันตามลักษณะการใช้งานที่ต่างกัน เครื่องสำอางบางชนิดอาจจะมีวันหมดอายุบอกไว้ชัดเจนที่บรรจุภัณฑ์ แต่หากไม่ได้บอกไว้เราก็สามารถแบ่งการหมดอายุตามชนิดและลักษณะการใช้งานได้ดังนี้

มาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ มีอายุ 3 เดือน เครื่องสำอางชนิดนี้มีอายุสั้นที่สุด เพราะใช้กับบริเวณรอบดวงตาและหากใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีอายุสั้น และถึงแม้ว่าเราจะใช้ไม่หมดภายใน 3 เดือน เราก็ควรทิ้งเพราะการสะสมของเชื้อโรคอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือติดเชื้อได้

อายแชโดว์มีอายุ 2 ปี และหากโดนน้ำอายุจะเหลือแค่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าอายแชโดว์จะใช้กับบริเวณรอบดวงตาเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

เครื่องสำอางที่มีลักษณ์เนื้อเหลวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รองพื้น, เบส, คอนซีลเลอร์, ไพรเมอร์ มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี เครื่องสำอางชนิดนี้จะมีราคาสูงแต่อายุการใช้งานต่ำ เพราะใช้กับใบหน้าและอาจทำให้เกิดเชื้อโรคสะสมได้ และเครื่องสำอางชนิดนี้มักจะมีวันหมดอายุติดอยู่ที่บรรจุภัณฑ์ และเราควรทิ้งเมื่อหมดอายุ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และทำให้เกิดสิวได้

แป้งอัดแข็ง แป้งตลับ และแป้งผสมรองพื้น มีอายุ 1ปี เนื่องจากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นแบบฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

ไฮไลท์ บรอนเซอร์ และบรัชออน มีอายุ 2 ปี เนื่องจากการใช้งานของเครื่องสำอางชนิดนี้เราใช้กับแปรง และใช้ไม่ได้เยอะมาก ประกอบกับเป็นเนื้อฝุ่น อายุการจึงสูงตามไปด้วย

ลิปสติกและดินสอเขียนขอบปาก มีอายุ 2 ปี เนื่องจากเป็นเนื้อครีมและมีของเหลวผสมอยู่น้อยและส่วนประกอบเป็นไขมัน จึงทำให้มีอายุการใช้งานสูง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะอาดในการใช้งานและการเก็บรักษา แนะนำว่าหากต้องการยืดอายุการใช้งานก็ควรใช้กบอุปกรณ์ที่สะอาด เช่น กบเหลาดินสอเขียนขอบปาก หรือแปรงทาปาก ก็ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค

เครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะการใช้งาน หากเราหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องสำอาง ก็จะช่วยยืดอายุของเครื่องสำอางออกไปได้ แต่ทั้งนี้หากพบว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นมันเกินเวลาหรือหมดอายุการใช้งานแล้วก็ควรทิ้ง ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาได้

นอนวันละ 8 ชั่วโมงดีจริง หรือแค่เรื่องสมมุติ

การนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เพราะร่างกายจะได้พักจากการทำงานหนัก ได้จะฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงเวลาที่เรานอนได้มากที่สุด คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นวลีที่เราเรียนเราท่องจำกันมาตั้งเด็ก ๆ ซึ่งที่จริงแล้ว คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงเลยหรือไม่และคนที่เขานอนวันละไม่ถึง 6ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรกัน

นอนให้พอดีต้องกี่ชั่วโมง

                เราเคยสังเกตมั้ยว่า ยิ่งเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น เรายิ่งนอนน้อยลง ยิ่งเราโตขึ้น เรายิ่งหลับยาก นอนดึกขึ้น อาจจะด้วยเพราะความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานก็เป็นได้ที่ทำให้เรานอนไม่หลับ แต่รู้หรือไม่ช่วงเวลาในการนอนที่เหมาะสมนั้นเราแบ่งตามช่วงอายุดังนี้

เด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0-3 เดือน จะนอนวันละ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน เพราะยังปรับสภาพการตื่นหลังจากคลอดไม่ได้ เพราะเวลาอยู่ในครรภ์มารดา ทารกจะหลับซะเป็น ส่วนใหญ่ อาจจะมีตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั่น ๆ ดังนั้นเด็กแรกเกิดจึงค่อนข้างจะนอนตลอดทั้งวัน

เด็กทารกตั้งแต่ 4-11 เดือน จะนอนวันละ 12-15 ชั่วโมง เป็นช่วงที่เด็กเริ่มปรับตัวได้แล้วว่าควรจะต้องนอนเวลาไหน ควรตื่นเวลาไหน และจะใช้เวลาตื่นระหว่างนานขึ้น

เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 1-2 ปี จะนอนวันละ 11-14 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการในด้านต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้น จะเริ่มสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เริ่มที่จะเล่นอะไรได้มากขึ้น ทำให้เด็กจะเริ่มนอนน้อยลง

เด็กอนุบาลอายุ 3-5 ปี จะนอนวันละ 10-13 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มได้เข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว แต่กิจกรรมในโรงเรียนนั้นต้องใช้พลังงานและร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงยังทำให้ช่วงเวลาในการนอนยังมากอยู่

เด็กประถมอายุ 6-13 ปี ควรนอนวันละ 9-11 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มนอนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็กวัยนี้ ได้เล่น ได้ลอง ได้เห็นอะไรใหม่ ทำให้เริ่มไม่อยากนอน และนอนน้อยลงตาไปด้วย

เด็กมัธยมอายุ 14-18 ปี ควรนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การเรียน การแข่งขั้นการเตรียมพร้อมที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ เวลานอนจึงลดน้อยลง เพราะมีอะไรให้ต้องทำมากขึ้น และวัยนี้ยังเป็นวัยที่เกิดความเครียดสะสมจนอาจจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้

วัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานอายุ 19-64 ปี ควรนอนวันละ 7-9 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การทำงานอย่างจริงจัง ทำให้เวลานอนน้อยลง และยังเป็นวัยที่มีเวลานอนน้อยที่สุด

วัยชรา อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง คนในวัยชราร่างกายเริ่มเสื่อมสมรรถภาพ จึงต้องนอนเพิ่มมากขึ้นเพื่อร่างกายจะได้พักผ่อนมากขึ้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุไหน การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญทุกช่วงอายุ ดังนั้นเราควรปรับเวลานอนให้สมดุล ไม่ควรเครียดมากเกินไปเพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของเราได้

งดขนมของหวาน ทานแต่ผลไม้ แต่ทำไมยังอ้วนอยู่?

                การลดน้ำหนักนั้นเรารู้กันอยู่แล้วว่าจะต้องงดการทานขนม ของหวาน และหันมาทานผักและผลไม้เป็นหลัก แต่สงสัยหรือไม่ว่า เราก็ทานแต่ผักและผลไม้ แต่ทำไมยังอ้วนอยู่ ทั้งที่งดขนมของหวานแต่ทำไมน้ำหนักยังไม่ลด นั่นก็เพราะผลไม้นี่แหละที่อาจจะเป็นสาเหตุของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะผลไม้บางชนิดก็น้ำตาลสูงพอ ๆ กับขนมเลย และถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะทำยังไงดี ต้องเลือกกินอย่างไรถึงจะไม่อ้วน

กินผลไม้ทำไมอ้วน

                กินผลไม้แล้วทำไมยังอ้วน เพราะผลไม้บางชนิดก็มีความหวานมีปริมาณของน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตสูง และน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในผลไม้นี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เราน้ำหนักขึ้น ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการจะควบคุมน้ำหนักด้วยการทานผลไม้ ก็ต้องเลือกชนิดของผลไม้เช่นกัน ว่าผลไม้ชนิดไหนที่จะทำให้น้ำหนักเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลไม้ที่ไม่แนะนำให้ทานในขณะควบคุมน้ำหนักก็คือพวกผลไม้เขตร้อน หรือผลไม้พื้นบ้านที่เรารู้จักกันดี อย่างเช่น มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ลำไย, กล้วย และผลไม่ที่มีรสหวานจัดอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะผลไม้เหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก ถ้ากินมาก ๆ อาจทำให้อ้วนได้โดยไม่รู้ตัว

แต่ถึงแม้ว่าจะมีผลไม้ที่เราต้องเลี่ยงแต่ก็ยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดที่เรายังสามารถรับประทานได้ในช่วงลดน้ำหนัก คือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะนอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะอร่อยแล้วยังแคลอรี่ต่ำอีกด้วย นอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แล้วยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดที่สามารถทานได้ในขณะลดน้ำหนัก เช่น

1. แก้วมังกร เพราะแก้วมังกรจะมีเส้นใยเยอะจะช่วยในเรื่องการขับถ่าย

2. แตงโม ถึงแม้ว่าแตงโมจะมีรสชาติหวานแต่แตงโมก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะช่วยทำให้อิ่มไว และมีเส้นใยสูงอีกด้วย

3. มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอีกชนิดที่สามารถรับประทานได้ในช่วงลดน้ำหนัก เพราะมะละกอเต็มไปด้วยเส้นใย แถมยังมีส่วนช่วยในการขับถ่าย เมื่อกินเป็นประจำก็จะช่วยให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย

และการทานผักใบเขียวก็มีส่วนช่วยอย่างมากต่อระบบขับถ่าย หากเรารับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ เส้นใยในผักจะช่วยให้เราท้องไม่ผูก เมื่อการขับถ่ายเป็นปกติรูปร่างที่ดีก็จะตามมา

กินผลไม้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

                ถึงแม้ว่าการทานผักและผลไม้จะส่งผลดีต่อร่างกายก็ตาม แต่อะไรที่มากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ การทานผลไม้ก็เช่นกัน ผลไม้ที่มีรสชาติหวานนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถทานได้ แต่ให้ทานแต่น้อยทานแต่พอดีก็จะไม่เกิดผลเสีย การรู้จักเลือกรับประทานอาหาร และการรับประทานแต่พอดีนั้นเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพและรูปร่าง เพราะถ้าเราไม่รู้จักเลือกกิน กินไม่เลือก ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายอย่างไรก็คงไม่สามารถจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้

วิถีชนบทวิถีชีวิตที่เริ่มเลือนราง

ยุคนี้เป็นยุคที่มีแต่ความทันสมัย เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเราแทบตามไม่ทัน วิถีชีวิตของคนในยุคนี้ก็เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ จนเราหลงลืมชีวิตดั่งเดิมของเราไปว่าสมัยก่อนนั้นเราดำเนินชีวิตกันอย่างไรเมื่อไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีโซเชียลมีเดีย เราหาความสุขกันอย่างไร เราใช้เวลาว่างไปกับอะไร เพราะยุคนี้เราเสียเวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย ใช้ชีวิตจมอยู่ในโลกออนไลน์จนลืมการใช้ชีวิตในแบบเดิม ๆ ของเราไปแล้ว

วิถีชนบทในยุคปัจจุบัน

                เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตในชนบท เราคงนึกภาพการใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ทำนา ปลูกผัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ติดกับเทคโนโลยี เรียกง่าย ๆ ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียง หลายคนคิดภาพว่าถ้าหากเราได้ใช้ชีวิตแบบนั้นเราคงจะมีความสุข แต่ในปัจจุบันเราห่างไกลจากวิถีชีวิตแบบนั้นออกมานานมากแล้ว เพราะในยุคนี้แม้ในต่างจังหวัดเทคโนโลยี หรือความเจริญก็ได้เข้าไปค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชนบทไปหมดแล้วในตอนนี้ เราแทบจะไม่ได้เห็นภาพเด็ก ๆ เล่นสนุกกับธรรมชาติอีกแล้ว ภาพเด็กผู้หญิงเล่นกระโดดยางกลายเป็นเรื่องในอดีตที่เราหาชมยากในสมัยนี้ ชนบทในยุคนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย เด็ก ๆ ในชนบทจากที่เคยได้เล่นสนุกอยู่กับธรรมชาติได้สัมผัสการทดลองสิ่งต่าง ๆ ตามแบบของเด็กบ้านนอกก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเด็ก ๆ อยู่กับโทรศัพท์มือถือ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าวิถีชีวิตในยุคนี้มันดีหรือไม่ดีกว่ายุคก่อน แต่ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามันเปลี่ยนไปเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ อยู่ที่ตัวเราว่า เราจะเปลี่ยนตามกระแสสังคม หรือจะยังคงยึดตามแนววิถีเดิม

แต่ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน เราก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว เทคโนโลยีจะไม่หายไป มีแต่จะเพิ่มขึ้น และผู้คนจะเข้าถึงมันได้ง่ายมากขึ้นเราจะต้องปรับตัว และอยู่กับมันให้ได้ ในความเป็นจริงเราสามารถปรับใช้วิถีดังเดิมให้เข้ากับยุคใหม่ได้ เพียงแค่เราต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ว่าจุดไหนเราจะมีความสุข เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปลูกข้าว ทำนา จับปลาเหมือนยุคก่อน เรายังสามารถใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดียได้ เพียงแต่อย่าจมอยู่แต่กับโลกในจอมือถือมากเกินไป เด็ก ๆ ควรได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติ พ่อแม่เองควรพาลูกออกไปเจอโลกภายนอกไม่ใช่ปล่อยให้จมอยู่กับโทรศัพท์มือถือ สอนให้เขาได้รู้จักการละเล่นสมัยก่อน ผสมผสานการใช้ชีวิตยุคเก่ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตัวเราเองก็ควรออกไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง การใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบวิถีชนบทนั้น ความจริงแล้วมันคือการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเอง และต่อให้เราเป็นคนเมืองเราก็สามารถใช้หลักนี้ในการชีวิตได้ การไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หลงอยู่กับวัตถุ การใช้ชีวิตอย่างมีสตินั้นก็นับเป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเช่นเดียวกัน

อย่า อยู่ อย่าง ซึมเศร้า รีบแก้ปัญหาด่วนหากคุณมีอาการแบบนี้

                ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ โรคที่ทุกคนเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นคือโรคซึมเศร้า ถือเป็นโรคที่เด็กวัยรุ่นและคนในวัยทำงานเริ่มเป็นกันอย่างแพร่หลาย อาจด้วยเพราะความเครียด ความกดดันจากการแข่งขันกันในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนที่นอกจากจะแข่งขันกันในด้านการเรียนแล้ว ในด้านความสามารถพิเศษก็ยังมีกระประกวดแข่งขันกัน จึงอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ หรือแม้แต่คนวัยทำงานที่ต้องแข่งกันการคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ เพื่อให้ทันโลกทันต่อความต้องการของคน ก็อาจจะทำให้เกิดความเคร่งเครียดจากงานจนเป็นต้นต่อของการเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่ว่าเรารู้จักโรคซึมเศร้าดีแค่ไหน และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคที่เกี่ยวกับสภาวะทางจิตอันมีปัจจัยของการเกิดโรคได้หลายปัจจัย เช่น การสูญเสียครั้งใหญ่ ความเครียด กรรมพันธุ์ หรือเกิดจากสารเคมีในสมองโดยอาการของคนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้น หากเราดูผิวเผินอาจไม่สามารถทราบได้เลยว่าคนคนนั้นเป็นโรคซึมเศร้า เพราะผู้ป่วยซึมเศร้ามักไม่แสดงออกว่ากำลังรู้สึกแย่ มักกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเอง ต้องเข้าไปคุยอย่างใกล้ชิดถึงจะสามารถสังเกตได้ว่ามีแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของตัวเองได้ ว่าตัวเองมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่ดังต่อนี้

  1. มีอาการซึมเศร้า เก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้คน
  2. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  3. นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิทหรือมีอาการฝันร้ายบ่อย ๆ หรือนอนมากจนผิดปกติ
  4. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
  5. ไม่มีสมาธิที่จะทำกิจกรรมอะไรได้นาน ๆ
  6. มักโทษตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต่อให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถนำมาคิดโทษตัวเองได้
  7. รับประทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้นจนเกินพอดี
  8. มีอาการเชื่องช้า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็มักจะช้ากว่าปกติ
  9. มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

ถ้าหากว่าคุณพบว่ามีอาการตรงตามข้อทดสอบตั้งแต่ 5 ข้อ ขึ้นไปให้สันนิฐานว่าคุณกำลังมีอาการของโรคซึมเศร้า

เมื่อพบว่าตัวเราหรือคนใกล้ตัวมีอาการของโรคซึมเศร้าควรทำอย่างไร

                เมื่อคุณสังเกตพบว่าตัวคุณ หรือคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า วิธีที่แนะนำว่าควรจะทำอย่างเร็วที่สุดคือไปพบแพทย์ ให้แพทย์วินิจฉัยลักษณะอาการ เพื่อจะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี และไม่ควรอดทนอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหรือตึงเครียดนานจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น สมัยนี้การไปพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายถึงว่าคุณเป็นคนบ้า แต่คุณสามารถไปปรึกษาจิตแพทย์ได้หากคุณมีอาการเครียดสะสม หรือเกิดสภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง และถ้าคุณไม่อยากก้าวเข้ามาอยู่ในสภาวะซึมเศร้า คุณจงใช้ชีวิตสบาย ๆ ไปตึงจนเกินไป รู้จักปล่อยวางชีวิตจะได้มีความสุขมากยิ่งขึ้น

อาหารคลีนคืออะไร ? ทำไมแพงจัง

                ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องของการกินอาหารคลีนกันมาบ้างแล้ว ว่าการกินอาหารคลีนนั้นเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรักษารูปร่างให้สมส่วน สวยงาม และที่สำคัญอาหารคลีนนั้นค่อนข้างมีราคาสูง และถ้าจะทำทานเองที่บ้าน หลาย ๆ คนคงคิดว่าเป็นเรื่องยากและมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากวุ่นวาย แต่แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาแพงเพื่ออาหารคลีนเลย เพราะเราสามารถทำทานเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน และอาหารไทยหลาย ๆ เมนูก็ยังนับเป็นอาหารคลีนอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับอาหารคลีนกันเถอะ

อาหารคลีนคืออะไร ? แล้วแบบไหนเรียกว่าไม่คลีน

อาหารคลีน คืออาหารที่ไม่เน้นการปรุงแต่งรสชาติด้วยสิ่งสังเคราะห์ ถ้าจะปรุงก็จะปรุงด้วยวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ รสชาติไม่จัดจนเกินไป ไม่ใช้การหมักดองในการประกอบอาหาร ไม่ใช่วัตถุดิบที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ เน้นวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ เน้นพวกผักสด ผลไม้สด นิยมใช้เนื้อปลาหรืออกไก่ในการประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่ อาหารคลีนเริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เพราะคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เริ่มมีร้านรับทำอาหารคลีนเป็นเซ็ตอาหารส่งตามบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วเมนูอาหารไทยที่ทำได้เองง่าย ๆ ก็ถือเป็นอาหารคลีนเช่นกัน เช่น แกงส้มผักต่าง ๆ แกงจืด โจ๊ก ผัดผัก และต้มยำ เป็นต้น โดยเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการประกอบอาหารก็อาจจะเปลี่ยนจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเป็นเนื้อปลาหรืออกไก่แทนก็ได้ ส่วนอาหารที่ไม่นับเป็นอาหารคลีน คืออาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนผสม เช่น พวกขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก อาหารจำพวกเบเกอรี่ทั้งหลาย รวมไปถึงอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ไม่นับเป็นอาหารคลีน ความจริงแล้วถ้าพิจารณาดี ๆ อาหารไทยพื้นบ้านของเรานี่แหละอาหารคลีนตัวจริง เพราะอาหารไทยพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเน้นผักและปลาเป็นหลัก และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในการปรุง แถมอร่อยและเราก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วอีกด้วย

ทำไมอาหารคลีนถึงมีราคาแพงจัง ?

                ที่อาหารคลีนมีราคาแพงนั้นเพราะตามร้านส่วนใหญ่จะใช้ผักออร์แกนิคในการประกอบอาหาร และใช้เครื่องปรุงชนิดพิเศษในการปรุงเพื่อควบคุมปริมาณโซเดียม และไขมัน ซึ่งเครื่องปรุงประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงทั่วไป เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทาน และร้านอาหารส่วนใหญ่มักเลือกใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารซึ่งมีราคาสูง ทำให้ราคาของอาหารคลีนนั้นมีราคาสูงตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงหากเราจะปรุงอาหารคลีนทานเองเราไม่จำเป็นต้องใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารก็ได้ เพียงแต่ให้เน้นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ใช้เนื้อปลาที่มีตามท้องถิ่นแทนแซลมอน ปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ใช้ผักพื้นบ้าน เน้นการปรุงสุกด้วย การต้ม นึ่ง ปิ้ง อบ ไม่ใส่ผงชูรส และหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำอาหารคลีนรับประทานได้แบบประหยัดงบประมาณ และสามารถทำได้ทุกมื้อโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินซื้อวัตถุดิบแพง ๆ อีกด้วย และในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องปรุงรสชนิดพิเศษที่มีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงปกติก็ได้ แต่เราปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ปรุงรสให้พอดี ๆ ไม่หนักเค็มหรือหนักหวานเกินไปก็สามารทำให้เราประหยัดเงินในการซื้อวัตถุดิบแพง ๆ ไปได้อีกทางหนึ่งด้วย