วิธีการลดน้ำหนัก ตาม lifestyle ที่เหมาะกับตัวเอง

ยุคนี้เป็นยุคที่คนเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพและรูปร่างกันมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือ การลดน้ำหนักในยุคที่มีอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแต่น่ารับประทาน แบบนี้มันช่างยากซะเหลือเกิน วิธีการลดน้ำหนักนั้นเราคิดว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นผักผลไม้ งดของหวาน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ทานอาหารคลีนวันละ 3 มื้อได้ ดังนั้นวันนี้เรามี วิธีการลดน้ำหนักตาม lifestyle มาเสนอ เป็นวิธีที่ง่าย ๆ ที่ทุกคนน่าจะทำตามได้และลดได้จริง

กระบวนการลดน้ำหนักที่ทำแล้วเห็นผลแน่นอน

                การลดน้ำหนักตาม lifestyle นั้นข้อแรกที่ต้องทำคือการ สำรวจตัวเอง ขั้นแรกลองนึกย้อนดูว่าเราเริ่มอ้วนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ต้องเอาตัวเลขเป๊ะ ๆ ก็ได้ เอาแค่ตัวเลขคราว ๆ ก็พอ เพื่อที่จะได้ทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเราอ้วนสะสมมานานแล้ว เพราะฉะนั้น การลดน้ำหนักมันก็จะไม่เห็นผลในวันสองวันแน่นอน เราต้องอดทน

ขั้นที่สองสำรวจลักษณะนิสัยการกินของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แล้วลิสต์รายการของที่ทานบ่อยที่จะทำให้อ้วนมาเลยว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องเลี่ยง ให้เป็นลิสต์รายการอาหารต้องห้าม เมื่อลิสต์สิ่งต้องห้ามแล้วก็ต้องมาลิสต์สิ่งที่มีประโยชน์ที่เราชอบทาน และให้ยึดอันนั้นเป็นที่พึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังอยากให้ยึดตามความชอบของตัวเองอยู่ เพราะถ้าเราต้องฝืนทานในสิ่งที่ไม่ชอบตลอดเวลา อีกไม่นานจะต้องตบะแตกแน่ ๆ ดังนั้นจึงให้เลือกทานผักหรือผลไม่ที่ชื่นชอบเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่เป็นการบั่นทอนกำลังใจในการลดน้ำหนัก เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังได้ทานของที่ชอบอยู่ แต่การลดน้ำหนักก็จะต้องควบคุมอาหารเพราะฉะนั้นอาหารต้องห้าม ก็คือห้ามทาน

ขั้นสาม สำรวจเวลาว่าง การลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหาร จะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเราต้องสำรวจตัวเองว่าเรามีเวลาว่างในการออกกำลังกายหรือไม่ ในกรณีของใครที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนส เรามีวิธีมานำเสนอ คือ เดินให้มากขึ้น เช่น ปกติเราจะขึ้นลิฟต์ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นวิ่งหรือเดินขึ้นบันไดแทน แรก ๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ถ้าทำเป็นประจำทุกวันจะเริ่ม เดินมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยขึ้น เมื่อมีเวลาว่างก็ออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านให้บ่อยขึ้น ตื่นเช้ามาถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายเบา ๆ ในห้องก็ได้

ขั้นสุดท้ายคือการจัดสรรเวลาในการนอน และการรับประทานอาหาร การนอนดึกถือเป็นภัยต่อการลดน้ำหนักอย่างมากเลย เพราะถ้าเรานอนดึกตื่นสาย เราก็จะไม่ได้ทานข้าวเช้า เวลาอาหารในแต่ละมื้อมันก็จะรวนไปหมด ให้เราขยับเวลานอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้เราได้พักผ่อนได้เต็มที่เราจะได้ตื่นเช้ามาอย่างสดใส โดยถ้าหากใครนอนดึกเป็นประจำร่างกายจะชินกับเวลานอนนั้น ให้ค่อย ๆ ขยับเวลานอนให้ไวขึ้นซักครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ ขยับเวลาร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว หลังจากนั้นเราก็จะสามารถจัดเวลาในการทานอาหารได้โดยที่อาหารเช้าแนะนำว่าไม่ควรจะเกิน 9 โมงเช้า อาหารกลางวันไม่ควรจะเกินบ่าย และอาหารเย็นไม่ควรจะเกินหกโมงเย็นและต้องเป็นอาหารที่เน้นผัก ควรเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และของหวาน

หากเราสามารถทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ รับรองว่าน้ำหนักจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แท้จริงแล้ววิธีที่กล่าวมาทั้งหมดมันคือวิธีการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นระบบมากขึ้น เลือกกินมมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น นอนเร็วขึ้น เมื่อเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ในใช้ชีวิตของเราได้แล้วนอกจากจะได้หุ่นที่ดีแล้วสุขภาพก็จะดีตามไปด้วย

มะพร้าว Tree of life สายใยประเพณีของคนไทย

มะพร้าวเป็นพืชยืนต้น มีอายุยืนยาวนับร้อยปี ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนานเรียกได้ว่า เชื่อมโยงกับประเพณีและวิถีชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายเลยทีเดียว อาจเป็นเพราะมนุษย์ค้นพบว่ามะพร้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งรากไปจนถึงปลายยอด และเชื่อว่าอีกหลายประเทศที่ปลูกมะพร้าวในเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา อินโดฯ มาเลเซีย เมียนมาร์ ต่างก็ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมะพร้าวไม่ต่างจากเราคนไทย

ประโยชน์จากรากจนถึงปลายยอด

น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งจำเป็นต่อเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือน ที่ต้องการเพื่อปรับสมดุลร่างกาย นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม และมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ และรักษาโรคผิวหนัง

นอกจากการรับประทานน้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนแล้ว มะพร้าวยังถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย วุ้นน้ำมะพร้าว น้ำส้มสายชู กะทิ และน้ำมันมะพร้าวไปโอดีเซล ส่วนยอดอ่อนของมะพร้าว คนโบราณนิยมนำไปแกงกะทิ แกงส้ม แกงคั่ว ส้มตำและยำชนิดต่าง ๆ

กะลามะพร้าว ก็ถูกนำไปทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น โคมไฟ กระดุม กระเป๋า ซออู้ ฯลฯ ใบมะพร้าวนำไปแปรรูปเป็นงานหัตถกรรมจักรสาน ตะกร้า ชะลอม กระจาด และใช้ห่อขนม ส่วนก้านใบก็ถูกนำมาดัดแปลงทำเป็นไม้กวาดทางมะพร้าว เส้นใยถูกนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

นอกจากนี้ส่วนที่คนมองข้ามไปอย่างรกมะพร้าวก็สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบในการทำงานศิลปะ ของชำร่วย ฯลฯ สร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ส่วนลำต้นที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะถูกโค่นทิ้งและขายทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำรั้ว ผนัง และกระถางต้นไม้ตกแต่งบ้านให้สวยงามอยู่เสมอ

มะพร้าวกับความเชื่อและประเพณี

มะพร้าวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะพร้าวได้รับการยกย่องและมีส่วนสำคัญในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การเกิด การตาย และพิธีแต่งงาน ส่วนในประเทศไทย มีความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำมะพร้าวในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อบำรุงทั้งแม่และเด็กให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ผิวพรรณสวยงาม และนอกจากจะนำมะพร้าวมาทำอาหาร คาวหวาน ยารักษาโรคและสิ่งประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันแล้ว มะพร้าวก็ยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะประเพณีการทำขวัญทารกแรกเกิด

อย่างไรก็ตาม กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้คิดค้นสูตรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพื่อเป็นทางเลือกในการบำรุงร่างกาย และประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยมีคุณสมบัติที่เป็นธาตุเย็น ช่วยดูดซับและขับของเสียออกจากร่างกาย มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ จึงทำให้ผู้นิยมดื่มน้ำมะพร้าวมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใส อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินบี เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม น้ำตาลกลูโคส (ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว) และกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  มะพร้าวจึงไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่มะพร้าวยังเป็นวิถีชีวิตและลมหายใจของมวลมนุษยชาติอีกด้วย

เมนูไข่ สารพัดประโยชน์ ถูกและดีมีที่ไข่นี่เอง

แม่ไก่ออกไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง… เห็นเมนูไข่ทีไร อดนึกถึงเพลงที่ขับร้องกันอย่างสนุกสนานของเด็กอนุบาลไม่ได้ ทำให้ย้อนคิดไปถึงกุศโลบายของคนโบราณ และการประยุกต์ใช้คำสอน และความรู้เรื่องไข่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนเราตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ เรียกได้ว่าโตมากับไข่สารพัดเมนูเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น ไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ และต้มจืดไข่น้ำ เป็นต้น คุณค่าสารพัดประโยชน์ของไข่ อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย แถมยังมีราคาที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับประโยชน์ของมัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย พร้อมที่จะลุยงานหนักและเริ่มต้นกับบทเรียนในตอนเช้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของไข่

ประการแรกคือ ไข่มีทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามิน A, D ,E ,และ B 12 นอกจากนี้ยังให้พลังงานเพียง 85 กิโลแคลอรี่ต่อฟองเท่านั้น

ประการที่สอง คือ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค ด้วยธาตุเหล็กที่มีอยู่ในไข่ จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือกแดงอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม คือ ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาทให้แข็งแรง เพราะโคลีนที่มีอยู่ในไข่มากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ต่อฟองเลยทีเดียว ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย

ประการที่สี่ คือ สารแคโรทีนที่มีอยู่ในไข่ จะช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ประการที่ ห้า คือ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ เพราะว่ามีสารต้นอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยป้องกันดวงตาจากอันตรายของรังสียูวี

ประการที่ หก คือ วิตามินในไข่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบสมอง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ ซึ่งการรับประทานไข่ในตอนเช้าจะช่วยให้สามารถจดจำและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน

ประการที่ เจ็ด คือ ไข่มีราคาไม่แพง และยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาล

กินไข่ อย่างไรให้พอดี

ในแต่วันคนเราควรจะรับคอเรสเตอรอล ไม่เกิน 300 มิลลิกรัม ซึ่งในไข่ 1 ใบนั้นมีคอเรสเตอรอลสูงถึง 250 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทางการแพทย์ ให้คำแนะนำในการบริโภคไข่วันละฟอง หรือ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ ซึ่งปริมาณที่เพียงพอสำหรับความต้องการของร่างกาย และแม้ว่าอาหารจานไข่จะมีประโยชน์มากมายเพียงใด แต่คนเราก็ควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อการเจริญเติบโตอย่างสมวัย  และสำหรับการรับประทานไข่ต้มในตอนเช้า ควรที่จะดื่มน้ำส้มคั้นควบคู่กันไป ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารจากไข่ได้ดีมากยิ่งขึ้น

เดินวันละนิด จิตแจ่มใส เดินหมื่นก้าวอายุยืนอีกหลายปี

เทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในพศ.นี้ หนีไม่พ้นการเดิน หรือการวิ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก เพียงแต่เราต้องหาข้อมูลและเตรียมร่างกายให้พร้อม จากนั้นก็จัดตารางการเดิน พร้อมตั้งเป้าหมายแต่ละวัน ว่าเราต้องการจะลดกิโลแคลอรี่วันละเท่าไร และต้องใช้เวลากี่นาที สำหรับคนที่รักการออกกำลังการเดินก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเผาผลาญพลังงาน และเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการงานและชีวิตประจำวันลงได้เป็นอย่างดี

ต้องเดินกี่นาที และเผาผลาญได้กี่แคล?

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมบางคนเดินใช้เวลาเดินเพียงวันละ 30 นาที  1 สัปดาห์ ก็เห็นความแตกต่างของรูปร่างที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่บางคนหักโหมเดินวันละเป็นชั่วโมง ๆ กลับน้ำหนักคงที่หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าตกใจ ทั้งนี้เราต้องดูเหตุปัจจัยประกอบหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอันดับแรก คือการเผาผลาญไขมันของร่างกายแต่ละคนนั้นทำได้ไม่เท่ากัน ตามมาตรฐานสากล การเดินเบา ๆ เพียง 30 นาทีต่อวันในช่วงเช้า ก็สามารถเผาผลาญได้ 120-170 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาเป็นเดินเร็วในเวลา 30 นาที ก็จะสามารถเผาผลาญได้สูงขึ้นถึง 480 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าอยากเอากิโลแคลอรี่ออกไปเยอะ ๆ ก็ควรเดินให้เร็วขึ้น ก้าวเท้าถี่ ๆ วิธีนี้จะช่วยเผาผลาญกิโลแคลอรี่จากกล้ามเนื้อบริเวณขาและสะโพกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยให้หัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย

เดินแบบไหน จะช่วยลดพลังงาน

เชื่อหรือไม่ว่า การเดินในชีวิตประจำวันของเราก็สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานลงได้ เช่น การเดินขึ้นบันไดไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน ในเวลาประมาณ 15 นาที จะเกิดการเผาผลาญพลังงานมากถึง 150 กิโลแคลอรี่ต่อครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา น่อง และบริเวณก้นให้แข็งแรงกระชับมากยิ่งขึ้น การเดินแกว่งแขน นอกจากจะช่วยเผาผลาญพลังงาน ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลืองให้ไหลเวียนดีขึ้น ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการเดินสลับวิ่งนั้น จะเป็นการกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหัวใจ เช่น เดิน 30  ก้าววิ่ง 30 ก้าว อย่างต่ำ 30 นาที ก็จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญกิโลแคลอรี่ได้มากกว่า 230 กิโลแคลอรี่ต่อครั้ง

แต่ไม่ว่าจะเดินด้วยวิธีใด ก็เป็นการมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันนั่นคือการเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน รักษาสุขภาพ ลดน้ำหนัก และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้การเดินเป็นกิจกรรมที่ทำได้ทั้งครอบครัว ช่วย กระชับพื้นที่ความสุขให้กับหัวใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

กินสลัด…ทุกวันดีต่อสุขภาพจริงใช่ไหม

ผักและผลไม้ ได้ยินชื่อก็รู้ว่าอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ยิ่งนำมาทำสลัดรับประทานเพื่อสุขภาพก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับบางคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ก็นิยมที่จะรับประทานสลัดผักและผลไม้เป็นมื้อหลัก หรือแทบจะรับประทานแทนข้าวเลยก็ว่าได้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การรับประทานอะไรที่มากเกินไป โดยขาดการพิจารณาก็อาจนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายของคนเราได้ ดังนั้นเราควรรู้ว่าจะรับประทานสลัดเวลาไหนในปริมาณเท่าใด เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วน

กินสลัดเวลาไหนดีที่สุด

หลายคนมั่นใจว่า การรับประทานสลัดจะไม่ทำให้อ้วน แต่อาจลืมไปว่าส่วนประกอบที่เราใส่ลงไปในสลัดนั่นล่ะคือตัวแปรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของเนื้อสัตว์ ไขมัน และน้ำสลัดครีมนานาชนิด บางคนจึงระมัดระวังและรับประทานเพียงผัดสดและผลไม้หรือน้ำสลัดใสเท่านั้น แต่ผลที่ตามมา น้ำหนักอาจจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าใบหน้าจะเหี่ยวย่น และเนื้อเหลว ทั้งนี้เพราะร่างกายยังต้องการโปรตีนเข้าไปช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน ดังนั้นการเลือกรับประทานสลัด ควรเพิ่มโปรตีนจากพืช หรือเนื้อสัตว์ที่ปราศจากไขมัน ขนมปังโฮลวีท หรือธัญพืช โดยปกติแล้วมื้อเช้าจะเป็นมื้อสำคัญที่ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนมื้อกลางวันนั้น เราลดแป้งลงครึ่งหนึ่งของอาหาร เพื่อลดพลังงานสะสม ส่วนมื้อเย็นเน้นกินสลัดผัก ผลไม้และโปรตีนบ้าง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

ข้อควรระวังในการกินสลัด

            เวลาไปทานบุฟเฟ่ต์หรือสลัดบาร์ เราเคยสังเกตไหมว่าคนอื่น ๆ หรือแม้แต่เราเองเลือกตักผักชนิดไหน หรือตักอะไรก่อน เพราะบางครั้งสีสันของผักและเครื่องเคียงต่าง ๆ ก็ดูละลานตาจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว แต่เอาเป็นว่าเราควรเลือกผักใบเขียวก่อน เพราะเป็นผักที่มีเส้นใยสูงแต่ให้พลังงานน้อย แล้วจึงค่อยเลือกตักผักสีต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง ถั่วพริกหวาน ข้าวโพด เผือก ฯลฯ ตามชอบใจ และที่สำคัญควรตักผักให้ครบ 5 สี เพื่อให้ให้ได้วิตามินและแร่ธาตุครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกน้ำสลัดที่ให้พลังงานน้อย และตักราดแต่พอประมาณ เติมโปรตีนลงไปอีกนิดเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งโปรตีนที่เหมาะสมได้แก่ โปรตีนจากถั่ว ไข่ และปลานั่นเอง

อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เป็นเรื่องดี แต่เราควรที่จะระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นประจำทุกวัน แม้ว่าอาหารนั้นจะมีประโยชน์มากเท่าใดก็ตามโดยเฉพาะสลัด เพราะนั่นจะเป็นวิธีการทำลายร่างกายในแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ชีวิตกับสายน้ำ ความสุขของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ

ชาวไทย มีวิถีชีวิต ที่ผูกพันอยู่กับสายน้ำมากอย่างยาวนาน สายน้ำนำพาอย่างอุดมสมบูรณ์มสู่ชีวิต บ้านเรือน ชุมชน ก่อเกิดตำนาน วิถีความเชื่อ สัมมาอาชีพ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ ประเพณี และวิถีการคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำนที วารี คงคา สายชล ชลาลัย ชโลธร และอีกมากมาย ล้วนเป็นชื่อที่แตกต่าง แต่กลับมีความหมายว่า สายน้ำ ของเหลวที่มีพลังและทรงคุณค่ายิ่งต่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ น้ำคือแหล่งกำเนิด และหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อยามเกรี้ยวกราดสายน้ำก็อาจมีพลังในการชะล้างและทำลายได้อย่างราบคาบ ดังเช่น พลังแห่งน้ำในรูปแบบภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่มนุษย์เราได้เคยประสบ

สายน้ำ สายสัมพันธ์

นับร้อยนับพันปีก่อนที่จะมีถนนหนทาง วิถีชีวิตของคนล้วนผูกพันอยู่กับสายน้ำ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนคุณค่าวิถีและประเพณีไทยมากมายหลายประการ และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับสายน้ำคือ เรือ พาหนะหลักที่นิยมใช้สัญจรไปมา ระหว่างชุมชน หมู่บ้านและเมืองใหญ่ ๆ ทั้งในรูปแบบการค้าขาย และแม้แต่ การสู้รบในอดีต จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า เรือในประเทศไทย มีที่มาและวิวัฒนาการก่อนสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเดินเรือของคนไทย ที่ปรากฏอยู่บนหลัก ศิลาจารึกในสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ปี ค.ศ. 1822 – 1843) หลักที่ 4 ด้านที่ 4 กล่าวถึงการเดินทางด้วยเรือ และถนน โดยสันนิษฐานว่าในสมัยนั้นมีการทำเรือโดยใช้ต้นไม้ทั้งต้น รวมไปถึงเรือที่ใช้ไม้กระดานต่อกันแล้วชันยา เพื่อเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าในปัจจุบัน การคมนาคมขนส่งทางบกจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่กระนั้น เรือ ก็ยังคงมีมนต์ขลังและเป็นพาหนะโดยสารทางน้ำ ที่สร้างบรรยากาศชวนประทับใจให้กับผู้ที่มีจิตวิญญาณรักในความเป็นธรรมชาติอย่างไม่รู้ลืม

สายน้ำ ประเพณี

นอกจากประโยชน์ใช้สอยในการเป็นพาหนะสัญจรเพื่อเดินทาง การค้า รับจ้างและการขนส่งทางทหารแล้ว เรือยังเป็นสัญลักษณ์เชิงประเพณีนิยม ได้แก่ การทำบุญตักบาตรทางเรือ ประเพณีแข่งเรือ ขบวนเรือกฐิน และผ้าป่า ตลอดจนการละเล่นทางเรือในสมัยโบราณอีกมากมาย

ทางภาคเหนือตอนบน พบว่าในแถบลุ่มน้ำที่สำคัญคือ ปิง วัง ยม น่าน จะมีการใช้เรือในการประกอบอาชีพ ใช้ข้ามฟาก ไปไร่ ไปสวน และขนถ่ายสินค้าจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เรือที่นิยมใช้ก็มีชื่อเรียกต่างกันไปตามลักษณะของเรือ เช่น เรือแม่ประเค้า เรือแม่ปากหรือเรือหางแมงป่อง

ในแถบภาคอีสาน นิยมใช้เรือขนาดเล็ก ทำจากไม้ตะเคียน เรียกว่า เรือชะล่า ส่วนเรือขนาดใหญ่ใช้บรรทุกขนส่งสินค้า เรียกว่า เรือกระแชง หรือ เรือหมากกระแชง รูปร่างคล้ายเรือเอี้ยมจุ๊น แต่ยาวกว่าเรือเอี้ยมจุ๊นของชาวภาคกลางประมาณ 3 เท่า และเรือชะล่าชนิดยาว ทำจากไม้ตะเคียนรับน้ำหนักได้ 24 คน ขึ้นไป นิยมใช้เป็นเรือลำเลียงในยามศึกสงคราม และใช้แข่งเรือพายในช่วงเทศกาลออกพรรษา

เรือในภาคกลาง เกิดขึ้นจากลักษณะที่ตั้งของชุมชนและบ้านเรือนเป็นสำคัญ เนื่องจากในสมัยนั้นนิยมตั้งบ้านเมืองอยู่ในที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่าน พาหนะชนิดเดียวที่ใช้อำนวยความสะดวกก็คือเรือ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ เรือหลวง เช่น เรือพระที่นั่งในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรือพระที่นั่งกิ่งและ เรือพระที่นั่งศรี เป็นต้น ส่วนเรือราษฎรที่นิยมใช้แบ่งเป็นเรือแม่น้ำ และเรือทะเล เรือแม่น้ำ ได้แก่ เรือมาด เรือหมู เรือพายม้า เรือม่วง เรือสำปั้น เรืออีแปะ เรืออีโปง เรือบด เรือป๊าบ เรือชะล่า เรือเข็ม เรือสำปันนี เรือเป็ด เรือผีหลอก เรือเอี้ยมจุ๊น เรือข้างกระดาน เรือกระแชง  เรือยาว เรือมังกุ

สำหรับเรือทะเล ได้แก่ เรือฉลอม เรือฉลอมท้ายญวน เรือเป็ด ทะเล เรือกุแหละ หรือเรือกุไหล่ เรือโล้ เรือสำเภา  เรือปู เป็นต้น ส่วนเรือของตำรวจในอดีต เรียกว่า เรือม่วง เป็นเรือขุดยาวประมาณ 4 เมตร แล่นเร็ว ใช้ในการไล่กวดจับโจร และเรือจ้าง ที่นิยมใช้เป็นยานพาหนะรับจ้างรับคนโดยสารข้ามแม่น้ำ หรือลำคลองจากฟากหนึ่งส่งอีกฟากหนึ่ง

เรือในภาคใต้  เกิดขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย ในยุคการแพร่ขยายศาสนาอิสลามในประเทศไทยชาวมุสลิมเริ่มเข้ามาตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เรือกอและจึงถือกำเหนิดขึ้นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ นอกจากการใช้เป็นพาหนะสำคัญในการประกอบอาชีพการประมงท้องถิ่นแล้ว เรือกอและยังมีเอกลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่นด้วยการตกแต่งลวดลายจิตรกรรมที่งามวิจิตรบนลำเรือ สะท้อนถึงศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีนิยมที่งดงามแห่งแดนใต้ นอกจากนี้ยังมีเรือหัวโทง ซึ่ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่ ณ บ้านหาดยาว หมู่ที่ 4 ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง และ ต.เกาะกลาง ซึ่งในสมัยก่อนชาวบ้านนิยมใช้ในการประมงชายฝั่ง ต่อมาเริ่มขยายไปสู่การค้าขาย และรับจ้างพานักท่องเที่ยวไปยังเกาะแก่งต่าง ๆ

ไม่ว่าเมื่อใด ในอดีตหรือปัจจุบัน คุณค่าของสายน้ำที่มีต่อชีวิต ก็จะยังดำรงอยู่และคลี่คลายไปในวิถีที่ควรจะเป็น สัญลักษณ์ของสายน้ำและประเพณี คือสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาอาศัย ความดีงามและศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในวิถีแห่งสายน้ำ ซึ่งเราควรตระหนัก หวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาสายน้ำให้ดำรงคงอยู่อยู่เฉกเช่นที่มันควรจะเป็น

เลือกสบู่อย่างไรให้เหมาะกับผิวพรรณ สะอาดและปลอดภัย

ปัจจุบันนี้สบู่ มีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ อีกทั้งสรรพคุณ กลิ่น สี และชนิดของสบู่ มีทั้งสบู่เหลว และสบู่ก้อน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเกิดความสงสัย ว่าเราควรเลือกสบู่แบบไหนให้เหมาะกับผิวของตัวเอง และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นและดูกระจ่างใส มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

เคล็ดลับในการเลือกสบู่

การเลือกสบู่ให้เหมาะสมกับผิวของเรานั้น ประการแรกควรดูที่ค่าความเป็นกรดด่างของสบู่ (ค่าpH) ค่า pH มาตรฐานของผิวคนเราจะอยู่ประมาณ  4.5 – 5.5 แต่สบู่ที่ใช้ความสะอาดผิวเราได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิวที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป มีค่า pH อยู่ระหว่าง 8-10 ไม่ควรเกินไปกว่านี้หรือต่ำกว่านี้ เมื่อเทียบกับค่า pH ของน้ำเปล่าซึ่งอยู่ที่ 7 แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก เราควรต้องรู้ก่อนว่าสบู่แต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากกรดไขมันต่างชนิดกัน สามารถแยกประเภทได้ดังนี้

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันมะพร้าวจะมีลักษณะเนื้อแข็ง แตกง่าย สีขาวข้น เป็นครีม ให้ฟองมากพอสมควร เมื่อใช้แล้วจะทำให้ผิวแห้ง

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันปาล์ม เนื้อสบู่จะแข็งพอสมควร มีฟองน้อย แต่ฟองคงอยู่ทนนาน มีคุณสมบัติในการชะล้างได้ดี แต่ทำให้ผิวแห้ง

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันรำข้าว จะให้วิตามินอีมาก ช่วยบำรุงผิว ให้มีความชุ่มชื้น ลดความแห้งตึงของผิวลงได้
สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่เข้าได้ดีกับน้ำมันอื่น ๆ ช่วยดูแลผิวพรรณให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นอยู่

เสมอ แต่เก็บไว้ได้ไม่นานนัก

สำหรับสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา  จะมีกลิ่นเฉพาะตัว มีวิตามินอีสูงจึงช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่น
ส่วนสบู่ที่ผสมน้ำมันมะกอกจะมีเนื้อแข็ง ใช้ได้นาน ฟองหนาเป็นครีมเนียนนุ่ม ให้ความชุ่มชื้นไม่ทำให้ผิวแห้ง
ส่วนผสมของน้ำมันเมล็ดทานตะวัน จะช่วยทำให้สบู่อ่อนนุ่ม ให้ฟองน้อย

สบู่ที่ผสมไขมันวัว และไขมันหมู ลักษณะของเนื้อสบู่แข็งมีสีขาว ให้ฟองน้อยแต่นุ่มนวล ต่างจากไขมันแพะ ที่

ช่วยให้สบู่มีเนื้อนุ่ม ให้ความชุ่มชื้นดีต่อผิว ส่วนขี้ผึ้งนั้นจะทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง ฟองน้อย แต่ใช้งานได้นาน               

สบู่สมุนไพร ไร้สารตกค้าง

เราทุกคนเกิดมาสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน บางคนมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย บางคนมีปัญหาผิวหมองคล้ำ ต้องเผชิญกับแสงแดด ฝุ่นควันและมลภาวะรอบกาย การใช้สบู่ที่ผสมสารเคมี อาจก่ออาการระคายเคืองหรือผิวแพ้ได้ การเลือกใช้สบู่สมุนไพร ซึ่งจะช่วยลดอาการละคายเคืองและขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหนัง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากสบู่ที่มีส่วนผสมมากมายข้างต้นแล้ว ยังมีนวัตกรรมสบู่สมุนไพรที่ทำจากกลีเซอรีนธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน เช่น สบู่ขมิ้น กาแฟ มะขาม ว่านหางจระเข้ ฯลฯ ซึ่งสบู่สมุนไพรที่ได้ปราศจากสารพิษหรือสารเคมีตกค้างซึ่งเป็นอันตรายต่อผิว

รายละเอียดมากมายเหล่านี้อาจช่วยให้สบู่ดี ๆ สักก้อนหนึ่งกลายเป็นตำนานแห่งความสุขของครอบครัว  นวัตกรรมเพื่องามและสบู่เพื่อการถนอมผิวไม่เคยหยุดนิ่ง คุณประโยชน์เพื่อมอบสู่ผิวพรรณที่แตกต่างกันไปนั้นสร้างแรงดึงดูดต่อผู้ใช้ และยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจุดประกายความสุขให้เผยผิวงามอย่างแท้จริงออกมาจากข้างใน

สมาร์ทคอนโด ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

ปัจจุบันเทรนด์ Smart condo กำลังมาแรง ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เทคโนโลยีทันอันสมัยต่าง ๆ จึงถูกพัฒนาขึ้น เพื่อรองรับประโยชน์ใช้สอยและความสะดวกสบายเพื่อกำนัลแด่ผู้อยู่อาศัย ที่ได้พิจารณาเลือกสรรความทันสมัยให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ในราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการควบคุมสวิตซ์อัจฉริยะภายในห้องพัก และโปรแกรมปิดล็อคอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ (Smart Phone) เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถดูแล และตรวจเช็คระบบรักษาความปลอดภัยได้ในระยะไกล

ฉลาดเลือก เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

นอกจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะ ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยภายในคอนโดมิเนียมแล้ว นวัตกรรมคอนโดล้ำยุคก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น  Eco Condo หรือ Green Condo  ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ

ECO ย่อมาจาก ECOLOGY หมายถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คอนโดในลักษณะนี้จะคงคอนเซ็ปต์อยู่สบายและเน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม การออกแบบโครงสร้างและระบบสาธารณูปโภคโดยยึดหลักการประหยัดพลังงาน โดยผสมผสานธรรมชาติเข้ากับการออกแบบ นอกจากจะเน้นเรื่องของการประหยัดพลังงาน ด้วยหลอดไฟประหยัดพลังงาน หลังคาโปร่งแสง หรือกระจกนิรภัยป้องกันแสงแดด ด้านโครงสร้างอาคารและสุขภัณฑ์ส่วนใหญ่เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกในที่อยู่อาศัย ระบบบำบัดน้ำเสีย การคัดแยกขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และสระน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาพรรณเพื่อเป็นปอดให้กับชุมชน นอกจากนี้บางโครงการยังเพิ่มแปลงปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ และพื้นที่สำหรับจัดประชุม หรือจัดปาร์ตี้แบบปิ้งย่าง ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เพื่อให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของคนรักธรรมชาติ ซึ่งสร้างความประทับใจและไว้วางใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อยเลยทีเดียว

คุณภาพชีวิตที่ไม่อาจประเมินค่า

แม้เทคโนโลยีจะสร้างความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย  ในทางตรงกันข้ามมากไปกว่า ทำเล และราคา คือคุณภาพชีวิตดี ๆ ที่ทุกคนคาดหวัง คุณภาพชีวิตในที่นี้โดยรวมหมายถึง การมีชีวิตที่มีความสุขเป็นที่ตั้ง ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แบ่งองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตไว้ 4 ประการได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยอันชาญฉลาดหรือ Smart Condo ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาย่อมต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งความสุขของชีวิตที่แท้จริง คือ ความรู้สึกพอใจในตนเอง และรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย มีร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและเพื่อนในสังคม มองโลกแง่ดี มีจิตใจเบิกบาน มีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปลอดภัยและมีเสรีภาพภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย

โรคอ้วน…ป้องกันได้ ลดอาหาร เพิ่มการออกกำลังกาย ง่าย ๆ เท่านี้

หลายคนคงเคยประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน แต่อีกหลายคนอาจจะกำลังเผชิญหน้าอยู่กับโรคอ้วน ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่วนเวียนอยู่ในช่วงชีวิตของคนเรา เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เกาต์ โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ด้วยวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน มีอัตราเครียด และอาหารการกิน ที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายและโรคภัยไข้เจ็บสูง กว่าที่เราจะรู้ตัวและหาทางป้องกัน บางทีก็อาจจะสายเกินไป  แต่สำหรับบางคนซึ่งได้พิสูจน์ผลลัพธ์ของการมีสุขภาพดีด้วยตนเองนั้น มีหลักคิดสำคัญอยู่ 3 ประการได้แก่ 1.การออกกำลังกาย 2.การควบคุมอาหาร 3.การคิดบวก ซึ่งหากเราทำ 3 สิ่งนี้เป็นประจำ น้ำหนักก็จะคงที่ ไม่อ้วนและไม่ผอม จนเกินไป ส่งผลให้คนเรามีอายุยืนยาวแข็งแรงได้จนถึง 85 ปีเลยทีเดียว

รู้ไว้ห่างไกล “โรคอ้วน”

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า อะไรคือสาเหตุของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แล้วทำไม? การลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร เพียงอย่างเดียว จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและอาจได้ผลเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ต้นตอที่ทำให้คุณรู้สึกหิวบ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะตลอดทั้งวัน คุณรับประทานข้าว (คาร์โบไฮเดรต) หรือ อาหารจำพวกแป้ง มากจนเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ยังรวมไปถึงไขมันในเส้นเลือดอีกด้วย

รับประทานผลไม้มากจนเกินไป ก็ทำให้อ้วนได้ จริงหรือ?

หลายคนเลือกที่จะลดน้ำหนักและป้องกันสภาวะอ้วน ด้วยการควบคุมอาหาร ลดประมาณคาร์โบไฮเดรต หรือใช้วิธี โลว์คาร์บ (Low-carb หรือ Low-carbohydrate ) เทคนิคการลดน้ำหนักโดยการพร่องแป้ง แล้วเปลี่ยนมาบริโภคอาหารจำพวก โปรตีน จากเนื้อสัตว์เช่น ปลาและไข่ ธัญพืช ผักใบเขียนวและผลไม้เข้าไปในระหว่างมื้ออาหาร อย่างไรก็ตามควรระวังการบริโภคผลไม้บางชนิดที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ แต่เต็มไปด้วยน้ำตาลจำนวนมาก เช่น เงาะ ทุเรียน กล้วยน้ำว้า มะม่วง ลำไย สัปปะรด จากข้อพบว่าการรับประทานกล้วยน้ำว้าในปริมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึง 147 แคลอรี่ ซึ่งต้องอาศัยออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานดังกล่าวซึ่งมีหลายวิธีได้แก่ การเดินเป็นเวลา 53 นาที การวิ่ง 23 นาที การว่ายน้ำ 17 นาที หรือการปั่นจักรยาน 31 นาที

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะมองข้ามปัญหาและโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมาอีกมากมาย เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานก็อาจจะหากิจกรรมผ่อนคลายด้วยวิธีต่าง ๆ กันไป และอาจทำให้การควบคุมน้ำหนักห่างไกลจากเป้าหมายเริ่มต้นออกไปทุกที ดังนั้นหากเราหันมาออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับการวางแผนการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึกนอกบ้าน หันมาทำกับข้าวรับประทานกันในช่วงวันหยุดพักผ่อนนอกจากจะช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ให้ควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้แล้วยังสร้างความอบุอ่นและกระชับอ้อมกอดให้กับคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้นด้วย

รู้จักเรา รู้จักโรค ชีวิตห่างไกลโรงพยาบาล

“ความไม่มีโรค ย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ” ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในทุกยุคสมัย ยิ่งกระแสวัตถุนิยมนำความเจริญมาสู่สังคมมากขึ้นเท่าไร โรคภัยไข้เจ็บก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เห็นได้จากผลวิจัยจากหลายสถาบันที่ชี้ชัดตรงกันว่า โรคภัยไข้เจ็บที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปไม่น้อยในแต่ละปีนั้น อันดับ 1 ได้แก่ โรคมะเร็ง อันดับ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ  อันดับ 3 โรคเบาหวาน อันดับ 4 โรคความดันโลหิตสูง อันดับ 5  โรควัณโรค  อันดับ 6 โรคปอดเรื้อรัง  อันดับ 7 โรคภูมิแพ้ อันดับ 8 โรคระบบประสาทจิตเวช อันดับ 9 โรคระบบกล้ามเนื้อ และ อันดับ 10 โรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่จะตามมาแบบแพคเก็จเสริมเลยทีเดียว

รู้ดัชนีมวลกาย ห่างไกลโรคอ้วน

เนื่องจากโรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่ตามมาอย่างมากมาน  จึงมีการคิดค้นสูตรเพื่อคำณวนหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) เพื่อใช้ประเมินภาวะร่างกายของคนเราที่มีอายุตั้งแต่ 20 ขึ้น วิเคราะห์ว่าคน ๆนั้น อ้วนหรือผอมเกินไป โดยการคำณวนจากการน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง

สูตร ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)
ส่วนสูง (เมตร) ยกำลัง 2

ตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 75 กิโลกรัม และสูง 160 ซม.
ดัชนีมวลกาย (BMI) =   75

ส่วนสูง (1.60) *2

ดัชนีมวลกาย (BMI) = 29.3

สำหรับคนไทยหรือชาวเอเชีย หากดัชนีมวลกายอยู่ในช่วง 25.00 – 29.99 ก็เข้าข่ายต้องเฝ้าระวังโรคอ้วนและปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา มาว่าจะเป็น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคเกาต์ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

คนรุ่นใหม่ ไม่นิยมโรคอ้วน

โรคอ้วนนับเป็นอีกโรคหนึ่งที่คนไทยนิยมเป็นกันมาก เนื่องด้วยวิถีชีวิตของคนในสังคมเมืองแปรเปลี่ยนไป ต้องผูกติดอยู่กับชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นหรือแทบจะตลอดเวลา อีกทั้งรูปแบบการบริโภคที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว และมองข้ามการออกกำลังกาย หรือบางรายอาจมีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญพลังงานและไขมันได้น้อยกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องของฮอร์โมนหรืออาจเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน และความดัน เป็นต้น  เมื่อมีน้ำหนักที่เกินกว่าความสูงค่อนข้างมาก แขน ขาและพุงเริ่มหนาขึ้น และมีอาการหายใจลำบาก นั่นคือสัญญาณว่าเราควรที่จะต้องหันมาลดความอ้วนกันแบบจริงจัง ก่อนที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนอันตรายอื่น ๆ ตามมา ทางการแพทย์แนะนำให้ลดน้ำหนักลงอย่างน้อย 10% ภายใน 6 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและหักโหมจนเกินไป เริ่มจากการดูแลเรื่องอาหารการกิน ควรเพิ่มอาหารไขมันต่ำ ลดอาหารไขมันสูง เพิ่มปริมาณผักและผลไม้, ลดความเครียด แล้วหันมาออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น เช่น ช่วงเช้าควรออกกำลังกายต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 15 นาที  และในช่วงเย็นอาจหาเวลาเดิน วิ่ง หรือเล่นกีฬาในร่ม อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็จะไม่ถามหา

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงแนวทางเล็กน้อยสำหรับคนฉลาดเลือกเช่นคุณ แต่อย่าลืมว่าสุขภาพที่ดีไม่มีขาย แต่เริ่มได้ที่ตัวเรา หากเราหันมาศึกษาและเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ เติมคุณค่าสารอาหารให้แก่ร่างกายของ เพียงเท่านี้คุณก็จะกลายเป็นคนทันสมัย รู้จักวิธีดูแลร่างกาย สร้างคุณค่าให้กับตนเอง แถมยังห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย