การมีธุรกิจเป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก พร้อม 5 เทคนิคที่จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ

หลาย ๆ คนที่เป็นพนักงานประจำหรือเป็นลูกจ้างเค้า ก็คงเจอกับปัญหาเดิม ๆ คือ ต้องทำตามกฏระเบียบขององค์กร หรือบริษัท จนในบางครั้งขาดอิสระภาพในการใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง หนำซ้ำอาจต้องเจอกับปัญหาเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจกัน เจอเจ้านายที่เอาแต่อารมณ์ หรือตระหนี่ ที่ร้ายกว่านั้นคือ เงินเดือนไม่พอกับค่าใช้จ่าย ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จนอาจต้องไปกู้บัตรเครดิตหรือหยิบยืมมาจนเป็นหนี้เป็นสิน เอาง่าย ๆ ว่าต้องประหยัดสุด ๆ ให้ค่าใช้จ่ายนั้นเพียงพอในแต่ละเดือน ทั้ง ๆ ที่บางคนมีความสามารถสูง สามารถทำงานให้บริษัทมีผลงาน หรือผลกำไรมากมาย พูดง่าย ๆ ว่าทำงานถวายชีวิตนั่นเอง ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ไม่อยากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ กำลังคิดจะพลิกผันตัวเองจากพนักงานทำงานประจำ มาเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ก็ยังมีความหวาดกลัวอยู่ว่า ธุรกิจนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จะเจ็งหรือขาดทุนไหม ซึ่งก่อนอื่นคุณจะต้องตัดความกลัวเหล่านี้ออกไปก่อน แล้วมาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองด้วยเทคนิคเหล่านี้ ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

5 เทคนิคกับการเริ่มต้นทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

1.รักในธุรกิจที่ตัวเองทำ

หากคุณรักหรือชอบในธุรกิจของคุณ คุณก็จะมีแรงบันดาลใจที่อยากจะลงมือทำมันจนประสบความสำเร็จ

2.มีความรู้ความสามารถในธุรกิจที่ทำ

คุณจะต้องทำธุรกิจที่คุณมีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดี หรือศึกษาข้อมูลหาความรู้เพิ่มเติมจนเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่กระโดดไปทำธุรกิจที่คุณไม่ได้ถนัดเลย เช่น เห็นเค้าเปิดบริษัทรับทำบัญชีมีรายได้ดี ก็เปิดตามโดยไม่ได้จบด้านบัญชี หรือมีประสบการณ์เลย

3.วิเคราะห์ธุรกิจให้ถ่องแท้

คุณจะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่จะลงมือทำให้ถ่องแท้ ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการลงทุน เงินทุนหมุนเวียน ผลกำไร ทำเลที่ตั้ง กลุ่มลูกค้า และจำนวนหมุนเวียนของคนที่มีแนวโน้มว่าจะมาอุดหนุนคุณ

4.ลงมือทำธุรกิจอย่างมีวินัย

คุณต้องมีวินัยในการทำธุรกิจอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ เช่น เปิดร้านอาหาร เวลาเปิดปิดร้านที่แจ้งลูกค้า ก็จะทำตามนั้น ไม่ใช่วันนี้ขี้เกียจก็หยุดร้าน หรือเปิดร้านตามอารมณ์ ก็จะทำให้ลูกค้าเบื่อหน่ายและไม่อยากมาอุดหนุนอีก

5.มีความอดทนรอคอยผลลัพธ์จากธุรกิจได้

คุณจะต้องให้เวลากับธุรกิจของคุณ อดทนรอคอยผลลัพธ์ได้ เหมือนการปลูกต้นไม้หวังดอกหวังผล ก็ต้องคอยรดน้ำใส่ปุ๋ย พรวนดินไม่ใช่เปิดร้านหรือบริษัทได้ 1 เดือน ไม่มีลูกค้าก็ท้อแท้เลิกกิจการไปกลางครัน

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเทคนิคง่าย ๆ สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองให้ประสบความสำเร็จ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคุณและครอบครัว เผลอ ๆ คุณอาจมีรายได้ดีมากกว่างานประจำหลายต่อหลายเท่า แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะต้องมีความรอบคอบ ใช้สติปัญญาความสามารถมากกว่าทุ่มทุนเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้หากธุรกิจดำเนินไปได้ดีแล้ว คุณจึงค่อยเอาผลกำไรไปขยายธุรกิจของคุณให้เติบโตต่อไป

เป็นผู้หญิงเพอร์เฟกต์ได้ไม่ยาก แค่คุณมี 5 คุณสมบัติเหล่านี้

แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ปรารถนาการเป็นผู้หญิงเพอร์เฟกต์กันทั้งนั้น แม้แต่ผู้ชายเองเกือบทั้งหมด ก็ต้องการผู้หญิงเพอร์เฟกต์หรือเรียกอีกอย่างว่ามีความสมบูรณ์แบบมาเป็นแฟน คำว่าผู้หญิงเพอร์เฟกต์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ผู้หญิงที่สวยเลิศเลอ ร่ำรวยหรือมีชาติตระกูลสูง นามสกุลดังแต่อย่างไร แต่ผู้หญิงเพอร์เฟกต์ที่ว่านี้ คือผู้หญิงที่ใคร ๆ อยากคบหาสมาคมด้วย ได้อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ได้พูดคุยแล้วสบายใจ ได้ข้อคิดและพลังดี ๆ จากเธอแบบนี้ เป็นต้น ซึ่งผู้หญิงหลายคนอาจจะยังไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ คุณจึงไม่มีเสน่ห์ที่จะดึงดูดผู้คนและสิ่งดี ๆ เข้ามา แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากหากคุณตั้งใจจะเป็นผู้หญิงเพอร์เฟกต์ แค่คุณเริ่มต้นทำตาม 5 คุณสมบัติเหล่านี้ มีอะไรบ้างไปดูกันเลยดีกว่า

5 คุณสมบัติทำให้คุณกลายเป็นผู้หญิงเพอร์เฟกต์

1.เริ่มต้นดูแลตัวเอง ตั้งแต่การรักษาความสะอาด ทั้งเสื้อผ้า ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ผม เล็บมือ เล็บเท้า ช่องปาก ต้องไม่มีกลิ่นปาก รังแค หรือโรคผิวหนังเด็ดขาด และเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับบุคลิกตัวเอง ที่ใส่แล้วเกิดความมั่นใจและถูกกาลเทศะ รองเท้าก็ต้องไม่มีกลิ่นอับของเท้าหรือรองเท้าเด็ดขาด ใส่ใจทุกรายละเอียดของร่างกาย เสื้อผ้า หน้า ผม โดยเน้นความสะอาดเป็นสำคัญ รวมถึงการมีรูปร่างที่ดี จากการควบคุมอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ การออกกำลังกาย การพักผ่อนและดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องใส่ใจเพิ่มขึ้น

2.มีมารยาท และมีอัธยาศัยที่ดี

ข้อนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้หญิงเพอร์เฟกต์ จะต้องมีมารยาททั้งในการพูด และการเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่น ไม่พูดคุยด้วยอารมณ์ แต่ใช้สติและเหตุผล ยิ้มแย้มแจ่มใส มีการทักทายปราศัย รู้จักกาลเทศะ ไม่ก้าวก่ายในพื้นที่หรือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ต้องให้เกียรติและเคารพในสิทธิของผู้อื่นเสมอ

3.มีน้ำใจรู้จักแบ่งปัน

คุณจะต้องเป็นผู้ให้ที่ดี ทั้งให้สิ่งของ ให้รอยยิ้ม ให้สติปัญญา ให้วิชาความรู้ มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมงาน และผู้อื่น ไม่ตระหนี่ในทรัพย์ ไม่แล้งน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะทำได้

4.มีวินัยในการใช้ชีวิต

คุณต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัดในการใช้ชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน กินอาหาร การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย ซึ่งวินัยเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้น

5.มีความรับผิดชอบสูง

ไม่ว่าจะเป็นการรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน คุณจะต้องทำงานให้เหมือนกับคุณเป็นเจ้าของบริษัทหรือธุรกิจเอง ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลัง รวมถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัว คุณต้องดูแลให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวเป็นพิเศษ ดูแลพวกเค้าอย่างดี รับผิดชอบในส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง

และทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟกต์ มีคุณค่าทั้งภายนอกและภายใน ที่สำคัญเมื่อคุณทำบ่อย ๆ ทุกวันสม่ำเสมอ คุณสมบัติเหล่านี้มันจะกลายเป็นเนื้อแท้กับตัวคุณ เปลี่ยนคุณให้มีเสน่ห์ เป็นที่ดึงดูดให้สนใจ มีพลังดี ๆ ที่ส่งออกไปโดยที่คนอื่นรับรู้ได้นั่นเอง

เครื่องสำอางมีวันหมดอายุหรือเปล่านะ

                สาว ๆ กับเครื่องสำอางเป็นของคู่กัน สาว ๆ ทุกคนไม่ว่าจะใครจะต้องมีเครื่องสำอางประจำตัวอย่างน้อยคนละ 1 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ลิปสติก หรือรองพื้น แต่เราเคยรู้กันหรือเปล่า ว่าเครื่องสำอางก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน แต่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน และชนิดของเครื่องสำอางชนิดนั้น ๆ

วันหมดอายุของเครื่องสำอางแต่ละชนิด

                เครื่องสำอางแต่ละชนิดนั้นจะมีวันหมดอายุที่ต่างกันตามลักษณะการใช้งานที่ต่างกัน เครื่องสำอางบางชนิดอาจจะมีวันหมดอายุบอกไว้ชัดเจนที่บรรจุภัณฑ์ แต่หากไม่ได้บอกไว้เราก็สามารถแบ่งการหมดอายุตามชนิดและลักษณะการใช้งานได้ดังนี้

มาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ มีอายุ 3 เดือน เครื่องสำอางชนิดนี้มีอายุสั้นที่สุด เพราะใช้กับบริเวณรอบดวงตาและหากใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีอายุสั้น และถึงแม้ว่าเราจะใช้ไม่หมดภายใน 3 เดือน เราก็ควรทิ้งเพราะการสะสมของเชื้อโรคอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือติดเชื้อได้

อายแชโดว์มีอายุ 2 ปี และหากโดนน้ำอายุจะเหลือแค่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าอายแชโดว์จะใช้กับบริเวณรอบดวงตาเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

เครื่องสำอางที่มีลักษณ์เนื้อเหลวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รองพื้น, เบส, คอนซีลเลอร์, ไพรเมอร์ มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี เครื่องสำอางชนิดนี้จะมีราคาสูงแต่อายุการใช้งานต่ำ เพราะใช้กับใบหน้าและอาจทำให้เกิดเชื้อโรคสะสมได้ และเครื่องสำอางชนิดนี้มักจะมีวันหมดอายุติดอยู่ที่บรรจุภัณฑ์ และเราควรทิ้งเมื่อหมดอายุ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และทำให้เกิดสิวได้

แป้งอัดแข็ง แป้งตลับ และแป้งผสมรองพื้น มีอายุ 1ปี เนื่องจากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นแบบฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

ไฮไลท์ บรอนเซอร์ และบรัชออน มีอายุ 2 ปี เนื่องจากการใช้งานของเครื่องสำอางชนิดนี้เราใช้กับแปรง และใช้ไม่ได้เยอะมาก ประกอบกับเป็นเนื้อฝุ่น อายุการจึงสูงตามไปด้วย

ลิปสติกและดินสอเขียนขอบปาก มีอายุ 2 ปี เนื่องจากเป็นเนื้อครีมและมีของเหลวผสมอยู่น้อยและส่วนประกอบเป็นไขมัน จึงทำให้มีอายุการใช้งานสูง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะอาดในการใช้งานและการเก็บรักษา แนะนำว่าหากต้องการยืดอายุการใช้งานก็ควรใช้กบอุปกรณ์ที่สะอาด เช่น กบเหลาดินสอเขียนขอบปาก หรือแปรงทาปาก ก็ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค

เครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะการใช้งาน หากเราหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องสำอาง ก็จะช่วยยืดอายุของเครื่องสำอางออกไปได้ แต่ทั้งนี้หากพบว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นมันเกินเวลาหรือหมดอายุการใช้งานแล้วก็ควรทิ้ง ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาได้

วิถีชนบทวิถีชีวิตที่เริ่มเลือนราง

ยุคนี้เป็นยุคที่มีแต่ความทันสมัย เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเราแทบตามไม่ทัน วิถีชีวิตของคนในยุคนี้ก็เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ จนเราหลงลืมชีวิตดั่งเดิมของเราไปว่าสมัยก่อนนั้นเราดำเนินชีวิตกันอย่างไรเมื่อไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีโซเชียลมีเดีย เราหาความสุขกันอย่างไร เราใช้เวลาว่างไปกับอะไร เพราะยุคนี้เราเสียเวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย ใช้ชีวิตจมอยู่ในโลกออนไลน์จนลืมการใช้ชีวิตในแบบเดิม ๆ ของเราไปแล้ว

วิถีชนบทในยุคปัจจุบัน

                เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตในชนบท เราคงนึกภาพการใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ทำนา ปลูกผัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ติดกับเทคโนโลยี เรียกง่าย ๆ ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียง หลายคนคิดภาพว่าถ้าหากเราได้ใช้ชีวิตแบบนั้นเราคงจะมีความสุข แต่ในปัจจุบันเราห่างไกลจากวิถีชีวิตแบบนั้นออกมานานมากแล้ว เพราะในยุคนี้แม้ในต่างจังหวัดเทคโนโลยี หรือความเจริญก็ได้เข้าไปค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชนบทไปหมดแล้วในตอนนี้ เราแทบจะไม่ได้เห็นภาพเด็ก ๆ เล่นสนุกกับธรรมชาติอีกแล้ว ภาพเด็กผู้หญิงเล่นกระโดดยางกลายเป็นเรื่องในอดีตที่เราหาชมยากในสมัยนี้ ชนบทในยุคนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย เด็ก ๆ ในชนบทจากที่เคยได้เล่นสนุกอยู่กับธรรมชาติได้สัมผัสการทดลองสิ่งต่าง ๆ ตามแบบของเด็กบ้านนอกก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเด็ก ๆ อยู่กับโทรศัพท์มือถือ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าวิถีชีวิตในยุคนี้มันดีหรือไม่ดีกว่ายุคก่อน แต่ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามันเปลี่ยนไปเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ อยู่ที่ตัวเราว่า เราจะเปลี่ยนตามกระแสสังคม หรือจะยังคงยึดตามแนววิถีเดิม

แต่ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน เราก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว เทคโนโลยีจะไม่หายไป มีแต่จะเพิ่มขึ้น และผู้คนจะเข้าถึงมันได้ง่ายมากขึ้นเราจะต้องปรับตัว และอยู่กับมันให้ได้ ในความเป็นจริงเราสามารถปรับใช้วิถีดังเดิมให้เข้ากับยุคใหม่ได้ เพียงแค่เราต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ว่าจุดไหนเราจะมีความสุข เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปลูกข้าว ทำนา จับปลาเหมือนยุคก่อน เรายังสามารถใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดียได้ เพียงแต่อย่าจมอยู่แต่กับโลกในจอมือถือมากเกินไป เด็ก ๆ ควรได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติ พ่อแม่เองควรพาลูกออกไปเจอโลกภายนอกไม่ใช่ปล่อยให้จมอยู่กับโทรศัพท์มือถือ สอนให้เขาได้รู้จักการละเล่นสมัยก่อน ผสมผสานการใช้ชีวิตยุคเก่ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตัวเราเองก็ควรออกไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง การใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบวิถีชนบทนั้น ความจริงแล้วมันคือการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเอง และต่อให้เราเป็นคนเมืองเราก็สามารถใช้หลักนี้ในการชีวิตได้ การไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หลงอยู่กับวัตถุ การใช้ชีวิตอย่างมีสตินั้นก็นับเป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเช่นเดียวกัน

ชีวิตกับสายน้ำ ความสุขของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ

ชาวไทย มีวิถีชีวิต ที่ผูกพันอยู่กับสายน้ำมากอย่างยาวนาน สายน้ำนำพาอย่างอุดมสมบูรณ์มสู่ชีวิต บ้านเรือน ชุมชน ก่อเกิดตำนาน วิถีความเชื่อ สัมมาอาชีพ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ ประเพณี และวิถีการคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำนที วารี คงคา สายชล ชลาลัย ชโลธร และอีกมากมาย ล้วนเป็นชื่อที่แตกต่าง แต่กลับมีความหมายว่า สายน้ำ ของเหลวที่มีพลังและทรงคุณค่ายิ่งต่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ น้ำคือแหล่งกำเนิด และหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อยามเกรี้ยวกราดสายน้ำก็อาจมีพลังในการชะล้างและทำลายได้อย่างราบคาบ ดังเช่น พลังแห่งน้ำในรูปแบบภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่มนุษย์เราได้เคยประสบ

สายน้ำ สายสัมพันธ์

นับร้อยนับพันปีก่อนที่จะมีถนนหนทาง วิถีชีวิตของคนล้วนผูกพันอยู่กับสายน้ำ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนคุณค่าวิถีและประเพณีไทยมากมายหลายประการ และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับสายน้ำคือ เรือ พาหนะหลักที่นิยมใช้สัญจรไปมา ระหว่างชุมชน หมู่บ้านและเมืองใหญ่ ๆ ทั้งในรูปแบบการค้าขาย และแม้แต่ การสู้รบในอดีต จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า เรือในประเทศไทย มีที่มาและวิวัฒนาการก่อนสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเดินเรือของคนไทย ที่ปรากฏอยู่บนหลัก ศิลาจารึกในสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ปี ค.ศ. 1822 – 1843) หลักที่ 4 ด้านที่ 4 กล่าวถึงการเดินทางด้วยเรือ และถนน โดยสันนิษฐานว่าในสมัยนั้นมีการทำเรือโดยใช้ต้นไม้ทั้งต้น รวมไปถึงเรือที่ใช้ไม้กระดานต่อกันแล้วชันยา เพื่อเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าในปัจจุบัน การคมนาคมขนส่งทางบกจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่กระนั้น เรือ ก็ยังคงมีมนต์ขลังและเป็นพาหนะโดยสารทางน้ำ ที่สร้างบรรยากาศชวนประทับใจให้กับผู้ที่มีจิตวิญญาณรักในความเป็นธรรมชาติอย่างไม่รู้ลืม

สายน้ำ ประเพณี

นอกจากประโยชน์ใช้สอยในการเป็นพาหนะสัญจรเพื่อเดินทาง การค้า รับจ้างและการขนส่งทางทหารแล้ว เรือยังเป็นสัญลักษณ์เชิงประเพณีนิยม ได้แก่ การทำบุญตักบาตรทางเรือ ประเพณีแข่งเรือ ขบวนเรือกฐิน และผ้าป่า ตลอดจนการละเล่นทางเรือในสมัยโบราณอีกมากมาย

ทางภาคเหนือตอนบน พบว่าในแถบลุ่มน้ำที่สำคัญคือ ปิง วัง ยม น่าน จะมีการใช้เรือในการประกอบอาชีพ ใช้ข้ามฟาก ไปไร่ ไปสวน และขนถ่ายสินค้าจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เรือที่นิยมใช้ก็มีชื่อเรียกต่างกันไปตามลักษณะของเรือ เช่น เรือแม่ประเค้า เรือแม่ปากหรือเรือหางแมงป่อง

ในแถบภาคอีสาน นิยมใช้เรือขนาดเล็ก ทำจากไม้ตะเคียน เรียกว่า เรือชะล่า ส่วนเรือขนาดใหญ่ใช้บรรทุกขนส่งสินค้า เรียกว่า เรือกระแชง หรือ เรือหมากกระแชง รูปร่างคล้ายเรือเอี้ยมจุ๊น แต่ยาวกว่าเรือเอี้ยมจุ๊นของชาวภาคกลางประมาณ 3 เท่า และเรือชะล่าชนิดยาว ทำจากไม้ตะเคียนรับน้ำหนักได้ 24 คน ขึ้นไป นิยมใช้เป็นเรือลำเลียงในยามศึกสงคราม และใช้แข่งเรือพายในช่วงเทศกาลออกพรรษา

เรือในภาคกลาง เกิดขึ้นจากลักษณะที่ตั้งของชุมชนและบ้านเรือนเป็นสำคัญ เนื่องจากในสมัยนั้นนิยมตั้งบ้านเมืองอยู่ในที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่าน พาหนะชนิดเดียวที่ใช้อำนวยความสะดวกก็คือเรือ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ เรือหลวง เช่น เรือพระที่นั่งในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรือพระที่นั่งกิ่งและ เรือพระที่นั่งศรี เป็นต้น ส่วนเรือราษฎรที่นิยมใช้แบ่งเป็นเรือแม่น้ำ และเรือทะเล เรือแม่น้ำ ได้แก่ เรือมาด เรือหมู เรือพายม้า เรือม่วง เรือสำปั้น เรืออีแปะ เรืออีโปง เรือบด เรือป๊าบ เรือชะล่า เรือเข็ม เรือสำปันนี เรือเป็ด เรือผีหลอก เรือเอี้ยมจุ๊น เรือข้างกระดาน เรือกระแชง  เรือยาว เรือมังกุ

สำหรับเรือทะเล ได้แก่ เรือฉลอม เรือฉลอมท้ายญวน เรือเป็ด ทะเล เรือกุแหละ หรือเรือกุไหล่ เรือโล้ เรือสำเภา  เรือปู เป็นต้น ส่วนเรือของตำรวจในอดีต เรียกว่า เรือม่วง เป็นเรือขุดยาวประมาณ 4 เมตร แล่นเร็ว ใช้ในการไล่กวดจับโจร และเรือจ้าง ที่นิยมใช้เป็นยานพาหนะรับจ้างรับคนโดยสารข้ามแม่น้ำ หรือลำคลองจากฟากหนึ่งส่งอีกฟากหนึ่ง

เรือในภาคใต้  เกิดขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย ในยุคการแพร่ขยายศาสนาอิสลามในประเทศไทยชาวมุสลิมเริ่มเข้ามาตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เรือกอและจึงถือกำเหนิดขึ้นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ นอกจากการใช้เป็นพาหนะสำคัญในการประกอบอาชีพการประมงท้องถิ่นแล้ว เรือกอและยังมีเอกลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่นด้วยการตกแต่งลวดลายจิตรกรรมที่งามวิจิตรบนลำเรือ สะท้อนถึงศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีนิยมที่งดงามแห่งแดนใต้ นอกจากนี้ยังมีเรือหัวโทง ซึ่ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่ ณ บ้านหาดยาว หมู่ที่ 4 ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง และ ต.เกาะกลาง ซึ่งในสมัยก่อนชาวบ้านนิยมใช้ในการประมงชายฝั่ง ต่อมาเริ่มขยายไปสู่การค้าขาย และรับจ้างพานักท่องเที่ยวไปยังเกาะแก่งต่าง ๆ

ไม่ว่าเมื่อใด ในอดีตหรือปัจจุบัน คุณค่าของสายน้ำที่มีต่อชีวิต ก็จะยังดำรงอยู่และคลี่คลายไปในวิถีที่ควรจะเป็น สัญลักษณ์ของสายน้ำและประเพณี คือสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาอาศัย ความดีงามและศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในวิถีแห่งสายน้ำ ซึ่งเราควรตระหนัก หวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาสายน้ำให้ดำรงคงอยู่อยู่เฉกเช่นที่มันควรจะเป็น

เลือกสบู่อย่างไรให้เหมาะกับผิวพรรณ สะอาดและปลอดภัย

ปัจจุบันนี้สบู่ มีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ อีกทั้งสรรพคุณ กลิ่น สี และชนิดของสบู่ มีทั้งสบู่เหลว และสบู่ก้อน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเกิดความสงสัย ว่าเราควรเลือกสบู่แบบไหนให้เหมาะกับผิวของตัวเอง และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นและดูกระจ่างใส มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

เคล็ดลับในการเลือกสบู่

การเลือกสบู่ให้เหมาะสมกับผิวของเรานั้น ประการแรกควรดูที่ค่าความเป็นกรดด่างของสบู่ (ค่าpH) ค่า pH มาตรฐานของผิวคนเราจะอยู่ประมาณ  4.5 – 5.5 แต่สบู่ที่ใช้ความสะอาดผิวเราได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิวที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป มีค่า pH อยู่ระหว่าง 8-10 ไม่ควรเกินไปกว่านี้หรือต่ำกว่านี้ เมื่อเทียบกับค่า pH ของน้ำเปล่าซึ่งอยู่ที่ 7 แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก เราควรต้องรู้ก่อนว่าสบู่แต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากกรดไขมันต่างชนิดกัน สามารถแยกประเภทได้ดังนี้

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันมะพร้าวจะมีลักษณะเนื้อแข็ง แตกง่าย สีขาวข้น เป็นครีม ให้ฟองมากพอสมควร เมื่อใช้แล้วจะทำให้ผิวแห้ง

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันปาล์ม เนื้อสบู่จะแข็งพอสมควร มีฟองน้อย แต่ฟองคงอยู่ทนนาน มีคุณสมบัติในการชะล้างได้ดี แต่ทำให้ผิวแห้ง

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันรำข้าว จะให้วิตามินอีมาก ช่วยบำรุงผิว ให้มีความชุ่มชื้น ลดความแห้งตึงของผิวลงได้
สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่เข้าได้ดีกับน้ำมันอื่น ๆ ช่วยดูแลผิวพรรณให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นอยู่

เสมอ แต่เก็บไว้ได้ไม่นานนัก

สำหรับสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา  จะมีกลิ่นเฉพาะตัว มีวิตามินอีสูงจึงช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่น
ส่วนสบู่ที่ผสมน้ำมันมะกอกจะมีเนื้อแข็ง ใช้ได้นาน ฟองหนาเป็นครีมเนียนนุ่ม ให้ความชุ่มชื้นไม่ทำให้ผิวแห้ง
ส่วนผสมของน้ำมันเมล็ดทานตะวัน จะช่วยทำให้สบู่อ่อนนุ่ม ให้ฟองน้อย

สบู่ที่ผสมไขมันวัว และไขมันหมู ลักษณะของเนื้อสบู่แข็งมีสีขาว ให้ฟองน้อยแต่นุ่มนวล ต่างจากไขมันแพะ ที่

ช่วยให้สบู่มีเนื้อนุ่ม ให้ความชุ่มชื้นดีต่อผิว ส่วนขี้ผึ้งนั้นจะทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง ฟองน้อย แต่ใช้งานได้นาน               

สบู่สมุนไพร ไร้สารตกค้าง

เราทุกคนเกิดมาสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน บางคนมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย บางคนมีปัญหาผิวหมองคล้ำ ต้องเผชิญกับแสงแดด ฝุ่นควันและมลภาวะรอบกาย การใช้สบู่ที่ผสมสารเคมี อาจก่ออาการระคายเคืองหรือผิวแพ้ได้ การเลือกใช้สบู่สมุนไพร ซึ่งจะช่วยลดอาการละคายเคืองและขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหนัง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากสบู่ที่มีส่วนผสมมากมายข้างต้นแล้ว ยังมีนวัตกรรมสบู่สมุนไพรที่ทำจากกลีเซอรีนธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน เช่น สบู่ขมิ้น กาแฟ มะขาม ว่านหางจระเข้ ฯลฯ ซึ่งสบู่สมุนไพรที่ได้ปราศจากสารพิษหรือสารเคมีตกค้างซึ่งเป็นอันตรายต่อผิว

รายละเอียดมากมายเหล่านี้อาจช่วยให้สบู่ดี ๆ สักก้อนหนึ่งกลายเป็นตำนานแห่งความสุขของครอบครัว  นวัตกรรมเพื่องามและสบู่เพื่อการถนอมผิวไม่เคยหยุดนิ่ง คุณประโยชน์เพื่อมอบสู่ผิวพรรณที่แตกต่างกันไปนั้นสร้างแรงดึงดูดต่อผู้ใช้ และยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจุดประกายความสุขให้เผยผิวงามอย่างแท้จริงออกมาจากข้างใน