ชีวิตกับสายน้ำ ความสุขของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ

ชาวไทย มีวิถีชีวิต ที่ผูกพันอยู่กับสายน้ำมากอย่างยาวนาน สายน้ำนำพาอย่างอุดมสมบูรณ์มสู่ชีวิต บ้านเรือน ชุมชน ก่อเกิดตำนาน วิถีความเชื่อ สัมมาอาชีพ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ ประเพณี และวิถีการคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำนที วารี คงคา สายชล ชลาลัย ชโลธร และอีกมากมาย ล้วนเป็นชื่อที่แตกต่าง แต่กลับมีความหมายว่า สายน้ำ ของเหลวที่มีพลังและทรงคุณค่ายิ่งต่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ น้ำคือแหล่งกำเนิด และหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อยามเกรี้ยวกราดสายน้ำก็อาจมีพลังในการชะล้างและทำลายได้อย่างราบคาบ ดังเช่น พลังแห่งน้ำในรูปแบบภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่มนุษย์เราได้เคยประสบ

สายน้ำ สายสัมพันธ์

นับร้อยนับพันปีก่อนที่จะมีถนนหนทาง วิถีชีวิตของคนล้วนผูกพันอยู่กับสายน้ำ จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนคุณค่าวิถีและประเพณีไทยมากมายหลายประการ และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นสายสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับสายน้ำคือ เรือ พาหนะหลักที่นิยมใช้สัญจรไปมา ระหว่างชุมชน หมู่บ้านและเมืองใหญ่ ๆ ทั้งในรูปแบบการค้าขาย และแม้แต่ การสู้รบในอดีต จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า เรือในประเทศไทย มีที่มาและวิวัฒนาการก่อนสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเดินเรือของคนไทย ที่ปรากฏอยู่บนหลัก ศิลาจารึกในสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ปี ค.ศ. 1822 – 1843) หลักที่ 4 ด้านที่ 4 กล่าวถึงการเดินทางด้วยเรือ และถนน โดยสันนิษฐานว่าในสมัยนั้นมีการทำเรือโดยใช้ต้นไม้ทั้งต้น รวมไปถึงเรือที่ใช้ไม้กระดานต่อกันแล้วชันยา เพื่อเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าในปัจจุบัน การคมนาคมขนส่งทางบกจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่กระนั้น เรือ ก็ยังคงมีมนต์ขลังและเป็นพาหนะโดยสารทางน้ำ ที่สร้างบรรยากาศชวนประทับใจให้กับผู้ที่มีจิตวิญญาณรักในความเป็นธรรมชาติอย่างไม่รู้ลืม

สายน้ำ ประเพณี

นอกจากประโยชน์ใช้สอยในการเป็นพาหนะสัญจรเพื่อเดินทาง การค้า รับจ้างและการขนส่งทางทหารแล้ว เรือยังเป็นสัญลักษณ์เชิงประเพณีนิยม ได้แก่ การทำบุญตักบาตรทางเรือ ประเพณีแข่งเรือ ขบวนเรือกฐิน และผ้าป่า ตลอดจนการละเล่นทางเรือในสมัยโบราณอีกมากมาย

ทางภาคเหนือตอนบน พบว่าในแถบลุ่มน้ำที่สำคัญคือ ปิง วัง ยม น่าน จะมีการใช้เรือในการประกอบอาชีพ ใช้ข้ามฟาก ไปไร่ ไปสวน และขนถ่ายสินค้าจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เรือที่นิยมใช้ก็มีชื่อเรียกต่างกันไปตามลักษณะของเรือ เช่น เรือแม่ประเค้า เรือแม่ปากหรือเรือหางแมงป่อง

ในแถบภาคอีสาน นิยมใช้เรือขนาดเล็ก ทำจากไม้ตะเคียน เรียกว่า เรือชะล่า ส่วนเรือขนาดใหญ่ใช้บรรทุกขนส่งสินค้า เรียกว่า เรือกระแชง หรือ เรือหมากกระแชง รูปร่างคล้ายเรือเอี้ยมจุ๊น แต่ยาวกว่าเรือเอี้ยมจุ๊นของชาวภาคกลางประมาณ 3 เท่า และเรือชะล่าชนิดยาว ทำจากไม้ตะเคียนรับน้ำหนักได้ 24 คน ขึ้นไป นิยมใช้เป็นเรือลำเลียงในยามศึกสงคราม และใช้แข่งเรือพายในช่วงเทศกาลออกพรรษา

เรือในภาคกลาง เกิดขึ้นจากลักษณะที่ตั้งของชุมชนและบ้านเรือนเป็นสำคัญ เนื่องจากในสมัยนั้นนิยมตั้งบ้านเมืองอยู่ในที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่าน พาหนะชนิดเดียวที่ใช้อำนวยความสะดวกก็คือเรือ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ เรือหลวง เช่น เรือพระที่นั่งในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เรือพระที่นั่งกิ่งและ เรือพระที่นั่งศรี เป็นต้น ส่วนเรือราษฎรที่นิยมใช้แบ่งเป็นเรือแม่น้ำ และเรือทะเล เรือแม่น้ำ ได้แก่ เรือมาด เรือหมู เรือพายม้า เรือม่วง เรือสำปั้น เรืออีแปะ เรืออีโปง เรือบด เรือป๊าบ เรือชะล่า เรือเข็ม เรือสำปันนี เรือเป็ด เรือผีหลอก เรือเอี้ยมจุ๊น เรือข้างกระดาน เรือกระแชง  เรือยาว เรือมังกุ

สำหรับเรือทะเล ได้แก่ เรือฉลอม เรือฉลอมท้ายญวน เรือเป็ด ทะเล เรือกุแหละ หรือเรือกุไหล่ เรือโล้ เรือสำเภา  เรือปู เป็นต้น ส่วนเรือของตำรวจในอดีต เรียกว่า เรือม่วง เป็นเรือขุดยาวประมาณ 4 เมตร แล่นเร็ว ใช้ในการไล่กวดจับโจร และเรือจ้าง ที่นิยมใช้เป็นยานพาหนะรับจ้างรับคนโดยสารข้ามแม่น้ำ หรือลำคลองจากฟากหนึ่งส่งอีกฟากหนึ่ง

เรือในภาคใต้  เกิดขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย ในยุคการแพร่ขยายศาสนาอิสลามในประเทศไทยชาวมุสลิมเริ่มเข้ามาตั้งรกรากอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เรือกอและจึงถือกำเหนิดขึ้นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้ นอกจากการใช้เป็นพาหนะสำคัญในการประกอบอาชีพการประมงท้องถิ่นแล้ว เรือกอและยังมีเอกลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่นด้วยการตกแต่งลวดลายจิตรกรรมที่งามวิจิตรบนลำเรือ สะท้อนถึงศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีนิยมที่งดงามแห่งแดนใต้ นอกจากนี้ยังมีเรือหัวโทง ซึ่ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่ ณ บ้านหาดยาว หมู่ที่ 4 ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง และ ต.เกาะกลาง ซึ่งในสมัยก่อนชาวบ้านนิยมใช้ในการประมงชายฝั่ง ต่อมาเริ่มขยายไปสู่การค้าขาย และรับจ้างพานักท่องเที่ยวไปยังเกาะแก่งต่าง ๆ

ไม่ว่าเมื่อใด ในอดีตหรือปัจจุบัน คุณค่าของสายน้ำที่มีต่อชีวิต ก็จะยังดำรงอยู่และคลี่คลายไปในวิถีที่ควรจะเป็น สัญลักษณ์ของสายน้ำและประเพณี คือสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาอาศัย ความดีงามและศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในวิถีแห่งสายน้ำ ซึ่งเราควรตระหนัก หวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาสายน้ำให้ดำรงคงอยู่อยู่เฉกเช่นที่มันควรจะเป็น

เลือกสบู่อย่างไรให้เหมาะกับผิวพรรณ สะอาดและปลอดภัย

ปัจจุบันนี้สบู่ มีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ อีกทั้งสรรพคุณ กลิ่น สี และชนิดของสบู่ มีทั้งสบู่เหลว และสบู่ก้อน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเกิดความสงสัย ว่าเราควรเลือกสบู่แบบไหนให้เหมาะกับผิวของตัวเอง และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นและดูกระจ่างใส มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

เคล็ดลับในการเลือกสบู่

การเลือกสบู่ให้เหมาะสมกับผิวของเรานั้น ประการแรกควรดูที่ค่าความเป็นกรดด่างของสบู่ (ค่าpH) ค่า pH มาตรฐานของผิวคนเราจะอยู่ประมาณ  4.5 – 5.5 แต่สบู่ที่ใช้ความสะอาดผิวเราได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิวที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป มีค่า pH อยู่ระหว่าง 8-10 ไม่ควรเกินไปกว่านี้หรือต่ำกว่านี้ เมื่อเทียบกับค่า pH ของน้ำเปล่าซึ่งอยู่ที่ 7 แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก เราควรต้องรู้ก่อนว่าสบู่แต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากกรดไขมันต่างชนิดกัน สามารถแยกประเภทได้ดังนี้

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันมะพร้าวจะมีลักษณะเนื้อแข็ง แตกง่าย สีขาวข้น เป็นครีม ให้ฟองมากพอสมควร เมื่อใช้แล้วจะทำให้ผิวแห้ง

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันปาล์ม เนื้อสบู่จะแข็งพอสมควร มีฟองน้อย แต่ฟองคงอยู่ทนนาน มีคุณสมบัติในการชะล้างได้ดี แต่ทำให้ผิวแห้ง

สบู่ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันรำข้าว จะให้วิตามินอีมาก ช่วยบำรุงผิว ให้มีความชุ่มชื้น ลดความแห้งตึงของผิวลงได้
สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่เข้าได้ดีกับน้ำมันอื่น ๆ ช่วยดูแลผิวพรรณให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นอยู่

เสมอ แต่เก็บไว้ได้ไม่นานนัก

สำหรับสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา  จะมีกลิ่นเฉพาะตัว มีวิตามินอีสูงจึงช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่น
ส่วนสบู่ที่ผสมน้ำมันมะกอกจะมีเนื้อแข็ง ใช้ได้นาน ฟองหนาเป็นครีมเนียนนุ่ม ให้ความชุ่มชื้นไม่ทำให้ผิวแห้ง
ส่วนผสมของน้ำมันเมล็ดทานตะวัน จะช่วยทำให้สบู่อ่อนนุ่ม ให้ฟองน้อย

สบู่ที่ผสมไขมันวัว และไขมันหมู ลักษณะของเนื้อสบู่แข็งมีสีขาว ให้ฟองน้อยแต่นุ่มนวล ต่างจากไขมันแพะ ที่

ช่วยให้สบู่มีเนื้อนุ่ม ให้ความชุ่มชื้นดีต่อผิว ส่วนขี้ผึ้งนั้นจะทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง ฟองน้อย แต่ใช้งานได้นาน               

สบู่สมุนไพร ไร้สารตกค้าง

เราทุกคนเกิดมาสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน บางคนมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย บางคนมีปัญหาผิวหมองคล้ำ ต้องเผชิญกับแสงแดด ฝุ่นควันและมลภาวะรอบกาย การใช้สบู่ที่ผสมสารเคมี อาจก่ออาการระคายเคืองหรือผิวแพ้ได้ การเลือกใช้สบู่สมุนไพร ซึ่งจะช่วยลดอาการละคายเคืองและขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหนัง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากสบู่ที่มีส่วนผสมมากมายข้างต้นแล้ว ยังมีนวัตกรรมสบู่สมุนไพรที่ทำจากกลีเซอรีนธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน เช่น สบู่ขมิ้น กาแฟ มะขาม ว่านหางจระเข้ ฯลฯ ซึ่งสบู่สมุนไพรที่ได้ปราศจากสารพิษหรือสารเคมีตกค้างซึ่งเป็นอันตรายต่อผิว

รายละเอียดมากมายเหล่านี้อาจช่วยให้สบู่ดี ๆ สักก้อนหนึ่งกลายเป็นตำนานแห่งความสุขของครอบครัว  นวัตกรรมเพื่องามและสบู่เพื่อการถนอมผิวไม่เคยหยุดนิ่ง คุณประโยชน์เพื่อมอบสู่ผิวพรรณที่แตกต่างกันไปนั้นสร้างแรงดึงดูดต่อผู้ใช้ และยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจุดประกายความสุขให้เผยผิวงามอย่างแท้จริงออกมาจากข้างใน