กินสลัด…ทุกวันดีต่อสุขภาพจริงใช่ไหม

ผักและผลไม้ ได้ยินชื่อก็รู้ว่าอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ยิ่งนำมาทำสลัดรับประทานเพื่อสุขภาพก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับบางคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ก็นิยมที่จะรับประทานสลัดผักและผลไม้เป็นมื้อหลัก หรือแทบจะรับประทานแทนข้าวเลยก็ว่าได้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การรับประทานอะไรที่มากเกินไป โดยขาดการพิจารณาก็อาจนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายของคนเราได้ ดังนั้นเราควรรู้ว่าจะรับประทานสลัดเวลาไหนในปริมาณเท่าใด เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วน

กินสลัดเวลาไหนดีที่สุด

หลายคนมั่นใจว่า การรับประทานสลัดจะไม่ทำให้อ้วน แต่อาจลืมไปว่าส่วนประกอบที่เราใส่ลงไปในสลัดนั่นล่ะคือตัวแปรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของเนื้อสัตว์ ไขมัน และน้ำสลัดครีมนานาชนิด บางคนจึงระมัดระวังและรับประทานเพียงผัดสดและผลไม้หรือน้ำสลัดใสเท่านั้น แต่ผลที่ตามมา น้ำหนักอาจจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าใบหน้าจะเหี่ยวย่น และเนื้อเหลว ทั้งนี้เพราะร่างกายยังต้องการโปรตีนเข้าไปช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน ดังนั้นการเลือกรับประทานสลัด ควรเพิ่มโปรตีนจากพืช หรือเนื้อสัตว์ที่ปราศจากไขมัน ขนมปังโฮลวีท หรือธัญพืช โดยปกติแล้วมื้อเช้าจะเป็นมื้อสำคัญที่ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนมื้อกลางวันนั้น เราลดแป้งลงครึ่งหนึ่งของอาหาร เพื่อลดพลังงานสะสม ส่วนมื้อเย็นเน้นกินสลัดผัก ผลไม้และโปรตีนบ้าง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

ข้อควรระวังในการกินสลัด

            เวลาไปทานบุฟเฟ่ต์หรือสลัดบาร์ เราเคยสังเกตไหมว่าคนอื่น ๆ หรือแม้แต่เราเองเลือกตักผักชนิดไหน หรือตักอะไรก่อน เพราะบางครั้งสีสันของผักและเครื่องเคียงต่าง ๆ ก็ดูละลานตาจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว แต่เอาเป็นว่าเราควรเลือกผักใบเขียวก่อน เพราะเป็นผักที่มีเส้นใยสูงแต่ให้พลังงานน้อย แล้วจึงค่อยเลือกตักผักสีต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง ถั่วพริกหวาน ข้าวโพด เผือก ฯลฯ ตามชอบใจ และที่สำคัญควรตักผักให้ครบ 5 สี เพื่อให้ให้ได้วิตามินและแร่ธาตุครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกน้ำสลัดที่ให้พลังงานน้อย และตักราดแต่พอประมาณ เติมโปรตีนลงไปอีกนิดเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งโปรตีนที่เหมาะสมได้แก่ โปรตีนจากถั่ว ไข่ และปลานั่นเอง

อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เป็นเรื่องดี แต่เราควรที่จะระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นประจำทุกวัน แม้ว่าอาหารนั้นจะมีประโยชน์มากเท่าใดก็ตามโดยเฉพาะสลัด เพราะนั่นจะเป็นวิธีการทำลายร่างกายในแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

สมุนไพรพื้นบ้าน ภูมิปัญญาไทย  

แม้ยุคสมัยจะแปรเปลี่ยนไป แต่อาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิต การรับประทานอาหารจึงเป็นมากกว่าที่หลายคนคิด อาหารพื้นบ้านที่ประกอบด้วยพืชผักสมุนไพร คือภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณ ที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์และสรรพคุณทางยาของพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ซึ่งคนสมัยโบราณนำมาปรุงแต่งจัดเรียงเป็นสำรับอาหารที่สวยงาม เลิศรสและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ เรียกได้ว่าสำรับอาหารไทยรวมเอาทั้งศาสตร์และศิลป์มาอยู่ในวิถีการกินของคนเราอย่างแยบยล  นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เบิกบาน แล้วยังช่วยยืดอายุของผู้รับประทานไปได้อีกยาวไกล

กินอาหารเป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหาร

ปัจจุบันวงการแพทย์ได้ให้ความสนใจในสรรพคุณของพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านของไทยหลายชนิด โดยมีการค้นคว้าวิจัยมากมายเกี่ยวกับ ประโยชน์ของสมุนไพรไทยและผักพื้นบ้าน ที่เรานิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ยกตัวอย่าง เช่น น้ำพริกกะปิแกล้มด้วยผักสด และเครื่องเทศ สมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบหลักในเครื่องแกงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แกงเผ็ด แกงส้ม ต้มยำ เป็นต้น ซึ่งวัตถุดิบหลัก ที่เป็นพระเอกชั้นแนวหน้าของครัวไทยคงหนีไม่พ้น กระเทียม

กระเทียมมีสรรพคุณมากมาย เป็นเหตุให้กระเทียมเป็นสมุนไพรทางเลือกในบำบัด รักษาและส่งเสริมสุขภาพ  ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง ปรับสมดุลในร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคมะเร็ง เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ ข้อต่อ กระดูก และสรรพคุณอื่น ๆ อีกรวม 49 ประการ พร้อมด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่ความเชื่อและศาสตร์ในสมุนไพรทางเลือกชนิดนี้ได้แพร่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก นำมาซึ่งกระบวนการคิด “กินอาหารเป็นยา ยังดีกว่ากินยาเป็นอาหาร”

อาหารเพื่อสุขภาพและความงาม

ขณะที่เทรนอาหารแฟชั่นที่กำลังมาแรง การดูแลสุขภาพวิถีไทยโดยการนำพืชผักสมุนไพรพื้นบ้าน ก็ได้ถูกนำมาต่อยอดเพิ่มมูลค่า ในเมนูอาหารต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น อาหารคลีน และอาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคในการรับประทานอาหารโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 อาหารประเภทโปรตีน ซึ่งเหมาะที่จะรับประทานในมื้อเช้า เพื่อใช้เป็นพลังงานในชีวิตประจำวัน ส่วนโปรตีนที่รับประทานในมื้อเย็นนั้น ควรเป็นโปรตีนจากพืช เช่น ธัญพืช ถั่วเหลือง เต้าหู้ และเวย์โปรตีน ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย  กระตุ้นโกรทฮอร์โมนให้ทำหน้าที่ซ่อมแซมร่างกายให้ฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

กลุ่มที่ 2 ได้แก่ น้ำเปล่า  ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ 90 เปอร์เซ็นต์ของร่ายกาย ซึ่งเราควรดื่มน้ำเปล่าไม่ต่ำกว่า 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อฟื้นฟูเซลล์ให้แข็งแรงไม่เกิดริ้วรอยได้ง่าย

กลุ่มที่ 3 ได้แก่ วิตามิน A C และ E  หรือ โคเอนไซด์คิวเทน ที่ช่วยกระตุ้นให้ไมโทคอนเดรีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ในร่างกายทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นเราจึงไม่อาจมองข้ามภูมิปัญญาเรื่องอาหารและการดูแลสุขภาพแบบวิถีไทย คุณค่าของพืชผักสมุนไพรใกล้ตัว ที่อยู่คู่ครัวไทยมานานแสนนาน  เหล่านี้เองคือเคล็ดลับที่ช่วยสร้างสมดุลชีวิต ทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้คนเรามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์สมวัย ได้อีกนานเลยทีเดียว