แสงสีฟ้า อันตรายใกล้ตาที่หลายคนยังละเลย

ในปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของเราไปแล้ว เรามีติดตัวกันทุกคนและเรายังใช้มันตลอดเวลา ไม่ว่าจะใช้ในการทำงานหรือเพื่อความบันเทิงก็ตาม เราแทบจะมองจอกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในตอนทานข้าว ตอนรอรถ หรือเวลาว่าง ๆ เราก็มักจะนำโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นเกมส์หรือเล่นอินเตอร์เน็ต แต่เรารู้หรือไม่ว่า หน้าจอที่เรานั่งก้มหน้าจ้องมันตลอดเวลานี้ มันมีอันตรายซ่อนอยู่ เจ้าอันตรายที่ว่านี่ก็คือแสงสีฟ้าที่สามรถทำร้าย ทำลายดวงตาของเราได้นั่นเอง

แสงสีฟ้าคืออะไร

                หลาย ๆ คนทราบว่าในหน้าจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์ และจอทีวีนั้นมีแสงสีฟ้า แต่แม้แต่แสงอาทิตย์ก็มีแสงสีฟ้าเช่นกันเป็น ถึงแม้เราจะทราบว่าแสงสีฟ้าเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่เรามักไม่ทราบว่าแสงสีฟ้าส่งผลต่อดวงตาของเราอย่างไร แสงสีฟ้าคือแสงที่มีพลังงานสูงซึ่งเป็นแสงที่มีความสามารถทำลายจอประสาทตาของเราได้ และนอกจากจะมีผลต่อดวงตาแล้วยังไปยับยั้งการหลังของสารเมลาโทนินซึ่งก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้จะให้เราเลิกใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเรายังคงใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานอยู่ แต่เรามีวิธีในการดูแลรักษาและถนอมดวงตาที่ต้องใช้งานอยู่กับแสงสีฟ้าเช่นกันดังต่อไปนี้

  1. ปรับแสงสว่างหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะไม่ให้สว่างหรือมืดจนเกินไป
  2. พักสายตาละสายตาจากหน้าจอบ้าง ไม่ควรจ้องหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
  3. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตาแห้ง
  4. ทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาเช่น ผักบุ้งหรือฟักทองเป็นต้น
  5. ติดฟิล์มกรองแสงหรือใส่แว่นตาที่ช่วงกรองแสงสีฟ้า
  6. เมื่อรู้สึกว่าสายตาล้า ให้มองออกไปไกล ๆ มองบริเวณที่มีต้นไม้สีเขียวเป็นการพักสายตา

ดังนั้นเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อรักษาดวงตาของเรา เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญในการดำเนินชีวิต อย่าอยู่กับหน้าจอนานเกินไป ออกไปมองฟ้า มองธรรมชาติบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นผลดีกับดวงตาของเราแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของเราอีกด้วย เรามักใช้เวลาว่างไปกับการมองภาพในจอ แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากให้เราได้ใช้เวลากับมัน สำหรับใครที่ต้องทำงานอยู่กับหน้าจอทั้งวันแล้ว ในการทำงานเราคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเรามีเวลาว่างเราก็ไม่ควรจมอยู่กับหน้าจอเช่นเดิม ควรไปพักสายตาบ้างเพื่อให้สายตาเราไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

เครื่องสำอางมีวันหมดอายุหรือเปล่านะ

                สาว ๆ กับเครื่องสำอางเป็นของคู่กัน สาว ๆ ทุกคนไม่ว่าจะใครจะต้องมีเครื่องสำอางประจำตัวอย่างน้อยคนละ 1 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ลิปสติก หรือรองพื้น แต่เราเคยรู้กันหรือเปล่า ว่าเครื่องสำอางก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน แต่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน และชนิดของเครื่องสำอางชนิดนั้น ๆ

วันหมดอายุของเครื่องสำอางแต่ละชนิด

                เครื่องสำอางแต่ละชนิดนั้นจะมีวันหมดอายุที่ต่างกันตามลักษณะการใช้งานที่ต่างกัน เครื่องสำอางบางชนิดอาจจะมีวันหมดอายุบอกไว้ชัดเจนที่บรรจุภัณฑ์ แต่หากไม่ได้บอกไว้เราก็สามารถแบ่งการหมดอายุตามชนิดและลักษณะการใช้งานได้ดังนี้

มาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ มีอายุ 3 เดือน เครื่องสำอางชนิดนี้มีอายุสั้นที่สุด เพราะใช้กับบริเวณรอบดวงตาและหากใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีอายุสั้น และถึงแม้ว่าเราจะใช้ไม่หมดภายใน 3 เดือน เราก็ควรทิ้งเพราะการสะสมของเชื้อโรคอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือติดเชื้อได้

อายแชโดว์มีอายุ 2 ปี และหากโดนน้ำอายุจะเหลือแค่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าอายแชโดว์จะใช้กับบริเวณรอบดวงตาเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

เครื่องสำอางที่มีลักษณ์เนื้อเหลวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รองพื้น, เบส, คอนซีลเลอร์, ไพรเมอร์ มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี เครื่องสำอางชนิดนี้จะมีราคาสูงแต่อายุการใช้งานต่ำ เพราะใช้กับใบหน้าและอาจทำให้เกิดเชื้อโรคสะสมได้ และเครื่องสำอางชนิดนี้มักจะมีวันหมดอายุติดอยู่ที่บรรจุภัณฑ์ และเราควรทิ้งเมื่อหมดอายุ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และทำให้เกิดสิวได้

แป้งอัดแข็ง แป้งตลับ และแป้งผสมรองพื้น มีอายุ 1ปี เนื่องจากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นแบบฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

ไฮไลท์ บรอนเซอร์ และบรัชออน มีอายุ 2 ปี เนื่องจากการใช้งานของเครื่องสำอางชนิดนี้เราใช้กับแปรง และใช้ไม่ได้เยอะมาก ประกอบกับเป็นเนื้อฝุ่น อายุการจึงสูงตามไปด้วย

ลิปสติกและดินสอเขียนขอบปาก มีอายุ 2 ปี เนื่องจากเป็นเนื้อครีมและมีของเหลวผสมอยู่น้อยและส่วนประกอบเป็นไขมัน จึงทำให้มีอายุการใช้งานสูง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะอาดในการใช้งานและการเก็บรักษา แนะนำว่าหากต้องการยืดอายุการใช้งานก็ควรใช้กบอุปกรณ์ที่สะอาด เช่น กบเหลาดินสอเขียนขอบปาก หรือแปรงทาปาก ก็ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค

เครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะการใช้งาน หากเราหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องสำอาง ก็จะช่วยยืดอายุของเครื่องสำอางออกไปได้ แต่ทั้งนี้หากพบว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นมันเกินเวลาหรือหมดอายุการใช้งานแล้วก็ควรทิ้ง ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาได้

นอนวันละ 8 ชั่วโมงดีจริง หรือแค่เรื่องสมมุติ

การนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เพราะร่างกายจะได้พักจากการทำงานหนัก ได้จะฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงเวลาที่เรานอนได้มากที่สุด คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นวลีที่เราเรียนเราท่องจำกันมาตั้งเด็ก ๆ ซึ่งที่จริงแล้ว คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงเลยหรือไม่และคนที่เขานอนวันละไม่ถึง 6ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรกัน

นอนให้พอดีต้องกี่ชั่วโมง

                เราเคยสังเกตมั้ยว่า ยิ่งเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น เรายิ่งนอนน้อยลง ยิ่งเราโตขึ้น เรายิ่งหลับยาก นอนดึกขึ้น อาจจะด้วยเพราะความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานก็เป็นได้ที่ทำให้เรานอนไม่หลับ แต่รู้หรือไม่ช่วงเวลาในการนอนที่เหมาะสมนั้นเราแบ่งตามช่วงอายุดังนี้

เด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0-3 เดือน จะนอนวันละ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน เพราะยังปรับสภาพการตื่นหลังจากคลอดไม่ได้ เพราะเวลาอยู่ในครรภ์มารดา ทารกจะหลับซะเป็น ส่วนใหญ่ อาจจะมีตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั่น ๆ ดังนั้นเด็กแรกเกิดจึงค่อนข้างจะนอนตลอดทั้งวัน

เด็กทารกตั้งแต่ 4-11 เดือน จะนอนวันละ 12-15 ชั่วโมง เป็นช่วงที่เด็กเริ่มปรับตัวได้แล้วว่าควรจะต้องนอนเวลาไหน ควรตื่นเวลาไหน และจะใช้เวลาตื่นระหว่างนานขึ้น

เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 1-2 ปี จะนอนวันละ 11-14 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการในด้านต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้น จะเริ่มสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เริ่มที่จะเล่นอะไรได้มากขึ้น ทำให้เด็กจะเริ่มนอนน้อยลง

เด็กอนุบาลอายุ 3-5 ปี จะนอนวันละ 10-13 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มได้เข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว แต่กิจกรรมในโรงเรียนนั้นต้องใช้พลังงานและร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงยังทำให้ช่วงเวลาในการนอนยังมากอยู่

เด็กประถมอายุ 6-13 ปี ควรนอนวันละ 9-11 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มนอนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็กวัยนี้ ได้เล่น ได้ลอง ได้เห็นอะไรใหม่ ทำให้เริ่มไม่อยากนอน และนอนน้อยลงตาไปด้วย

เด็กมัธยมอายุ 14-18 ปี ควรนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การเรียน การแข่งขั้นการเตรียมพร้อมที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ เวลานอนจึงลดน้อยลง เพราะมีอะไรให้ต้องทำมากขึ้น และวัยนี้ยังเป็นวัยที่เกิดความเครียดสะสมจนอาจจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้

วัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานอายุ 19-64 ปี ควรนอนวันละ 7-9 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การทำงานอย่างจริงจัง ทำให้เวลานอนน้อยลง และยังเป็นวัยที่มีเวลานอนน้อยที่สุด

วัยชรา อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง คนในวัยชราร่างกายเริ่มเสื่อมสมรรถภาพ จึงต้องนอนเพิ่มมากขึ้นเพื่อร่างกายจะได้พักผ่อนมากขึ้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุไหน การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญทุกช่วงอายุ ดังนั้นเราควรปรับเวลานอนให้สมดุล ไม่ควรเครียดมากเกินไปเพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของเราได้

อาหารคลีนคืออะไร ? ทำไมแพงจัง

                ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องของการกินอาหารคลีนกันมาบ้างแล้ว ว่าการกินอาหารคลีนนั้นเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรักษารูปร่างให้สมส่วน สวยงาม และที่สำคัญอาหารคลีนนั้นค่อนข้างมีราคาสูง และถ้าจะทำทานเองที่บ้าน หลาย ๆ คนคงคิดว่าเป็นเรื่องยากและมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากวุ่นวาย แต่แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาแพงเพื่ออาหารคลีนเลย เพราะเราสามารถทำทานเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน และอาหารไทยหลาย ๆ เมนูก็ยังนับเป็นอาหารคลีนอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับอาหารคลีนกันเถอะ

อาหารคลีนคืออะไร ? แล้วแบบไหนเรียกว่าไม่คลีน

อาหารคลีน คืออาหารที่ไม่เน้นการปรุงแต่งรสชาติด้วยสิ่งสังเคราะห์ ถ้าจะปรุงก็จะปรุงด้วยวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ รสชาติไม่จัดจนเกินไป ไม่ใช้การหมักดองในการประกอบอาหาร ไม่ใช่วัตถุดิบที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ เน้นวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ เน้นพวกผักสด ผลไม้สด นิยมใช้เนื้อปลาหรืออกไก่ในการประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่ อาหารคลีนเริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เพราะคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เริ่มมีร้านรับทำอาหารคลีนเป็นเซ็ตอาหารส่งตามบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วเมนูอาหารไทยที่ทำได้เองง่าย ๆ ก็ถือเป็นอาหารคลีนเช่นกัน เช่น แกงส้มผักต่าง ๆ แกงจืด โจ๊ก ผัดผัก และต้มยำ เป็นต้น โดยเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการประกอบอาหารก็อาจจะเปลี่ยนจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเป็นเนื้อปลาหรืออกไก่แทนก็ได้ ส่วนอาหารที่ไม่นับเป็นอาหารคลีน คืออาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนผสม เช่น พวกขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก อาหารจำพวกเบเกอรี่ทั้งหลาย รวมไปถึงอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ไม่นับเป็นอาหารคลีน ความจริงแล้วถ้าพิจารณาดี ๆ อาหารไทยพื้นบ้านของเรานี่แหละอาหารคลีนตัวจริง เพราะอาหารไทยพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเน้นผักและปลาเป็นหลัก และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในการปรุง แถมอร่อยและเราก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วอีกด้วย

ทำไมอาหารคลีนถึงมีราคาแพงจัง ?

                ที่อาหารคลีนมีราคาแพงนั้นเพราะตามร้านส่วนใหญ่จะใช้ผักออร์แกนิคในการประกอบอาหาร และใช้เครื่องปรุงชนิดพิเศษในการปรุงเพื่อควบคุมปริมาณโซเดียม และไขมัน ซึ่งเครื่องปรุงประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงทั่วไป เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทาน และร้านอาหารส่วนใหญ่มักเลือกใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารซึ่งมีราคาสูง ทำให้ราคาของอาหารคลีนนั้นมีราคาสูงตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงหากเราจะปรุงอาหารคลีนทานเองเราไม่จำเป็นต้องใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารก็ได้ เพียงแต่ให้เน้นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ใช้เนื้อปลาที่มีตามท้องถิ่นแทนแซลมอน ปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ใช้ผักพื้นบ้าน เน้นการปรุงสุกด้วย การต้ม นึ่ง ปิ้ง อบ ไม่ใส่ผงชูรส และหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำอาหารคลีนรับประทานได้แบบประหยัดงบประมาณ และสามารถทำได้ทุกมื้อโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินซื้อวัตถุดิบแพง ๆ อีกด้วย และในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องปรุงรสชนิดพิเศษที่มีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงปกติก็ได้ แต่เราปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ปรุงรสให้พอดี ๆ ไม่หนักเค็มหรือหนักหวานเกินไปก็สามารทำให้เราประหยัดเงินในการซื้อวัตถุดิบแพง ๆ ไปได้อีกทางหนึ่งด้วย

วิธีการลดน้ำหนัก ตาม lifestyle ที่เหมาะกับตัวเอง

ยุคนี้เป็นยุคที่คนเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพและรูปร่างกันมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือ การลดน้ำหนักในยุคที่มีอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแต่น่ารับประทาน แบบนี้มันช่างยากซะเหลือเกิน วิธีการลดน้ำหนักนั้นเราคิดว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นผักผลไม้ งดของหวาน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ทานอาหารคลีนวันละ 3 มื้อได้ ดังนั้นวันนี้เรามี วิธีการลดน้ำหนักตาม lifestyle มาเสนอ เป็นวิธีที่ง่าย ๆ ที่ทุกคนน่าจะทำตามได้และลดได้จริง

กระบวนการลดน้ำหนักที่ทำแล้วเห็นผลแน่นอน

                การลดน้ำหนักตาม lifestyle นั้นข้อแรกที่ต้องทำคือการ สำรวจตัวเอง ขั้นแรกลองนึกย้อนดูว่าเราเริ่มอ้วนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ต้องเอาตัวเลขเป๊ะ ๆ ก็ได้ เอาแค่ตัวเลขคราว ๆ ก็พอ เพื่อที่จะได้ทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเราอ้วนสะสมมานานแล้ว เพราะฉะนั้น การลดน้ำหนักมันก็จะไม่เห็นผลในวันสองวันแน่นอน เราต้องอดทน

ขั้นที่สองสำรวจลักษณะนิสัยการกินของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แล้วลิสต์รายการของที่ทานบ่อยที่จะทำให้อ้วนมาเลยว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องเลี่ยง ให้เป็นลิสต์รายการอาหารต้องห้าม เมื่อลิสต์สิ่งต้องห้ามแล้วก็ต้องมาลิสต์สิ่งที่มีประโยชน์ที่เราชอบทาน และให้ยึดอันนั้นเป็นที่พึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังอยากให้ยึดตามความชอบของตัวเองอยู่ เพราะถ้าเราต้องฝืนทานในสิ่งที่ไม่ชอบตลอดเวลา อีกไม่นานจะต้องตบะแตกแน่ ๆ ดังนั้นจึงให้เลือกทานผักหรือผลไม่ที่ชื่นชอบเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่เป็นการบั่นทอนกำลังใจในการลดน้ำหนัก เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังได้ทานของที่ชอบอยู่ แต่การลดน้ำหนักก็จะต้องควบคุมอาหารเพราะฉะนั้นอาหารต้องห้าม ก็คือห้ามทาน

ขั้นสาม สำรวจเวลาว่าง การลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหาร จะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเราต้องสำรวจตัวเองว่าเรามีเวลาว่างในการออกกำลังกายหรือไม่ ในกรณีของใครที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนส เรามีวิธีมานำเสนอ คือ เดินให้มากขึ้น เช่น ปกติเราจะขึ้นลิฟต์ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นวิ่งหรือเดินขึ้นบันไดแทน แรก ๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ถ้าทำเป็นประจำทุกวันจะเริ่ม เดินมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยขึ้น เมื่อมีเวลาว่างก็ออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านให้บ่อยขึ้น ตื่นเช้ามาถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายเบา ๆ ในห้องก็ได้

ขั้นสุดท้ายคือการจัดสรรเวลาในการนอน และการรับประทานอาหาร การนอนดึกถือเป็นภัยต่อการลดน้ำหนักอย่างมากเลย เพราะถ้าเรานอนดึกตื่นสาย เราก็จะไม่ได้ทานข้าวเช้า เวลาอาหารในแต่ละมื้อมันก็จะรวนไปหมด ให้เราขยับเวลานอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้เราได้พักผ่อนได้เต็มที่เราจะได้ตื่นเช้ามาอย่างสดใส โดยถ้าหากใครนอนดึกเป็นประจำร่างกายจะชินกับเวลานอนนั้น ให้ค่อย ๆ ขยับเวลานอนให้ไวขึ้นซักครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ ขยับเวลาร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว หลังจากนั้นเราก็จะสามารถจัดเวลาในการทานอาหารได้โดยที่อาหารเช้าแนะนำว่าไม่ควรจะเกิน 9 โมงเช้า อาหารกลางวันไม่ควรจะเกินบ่าย และอาหารเย็นไม่ควรจะเกินหกโมงเย็นและต้องเป็นอาหารที่เน้นผัก ควรเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และของหวาน

หากเราสามารถทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ รับรองว่าน้ำหนักจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แท้จริงแล้ววิธีที่กล่าวมาทั้งหมดมันคือวิธีการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นระบบมากขึ้น เลือกกินมมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น นอนเร็วขึ้น เมื่อเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ในใช้ชีวิตของเราได้แล้วนอกจากจะได้หุ่นที่ดีแล้วสุขภาพก็จะดีตามไปด้วย

โรคอ้วน…ป้องกันได้ ลดอาหาร เพิ่มการออกกำลังกาย ง่าย ๆ เท่านี้

หลายคนคงเคยประสบปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน แต่อีกหลายคนอาจจะกำลังเผชิญหน้าอยู่กับโรคอ้วน ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่วนเวียนอยู่ในช่วงชีวิตของคนเรา เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เกาต์ โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ด้วยวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน มีอัตราเครียด และอาหารการกิน ที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายและโรคภัยไข้เจ็บสูง กว่าที่เราจะรู้ตัวและหาทางป้องกัน บางทีก็อาจจะสายเกินไป  แต่สำหรับบางคนซึ่งได้พิสูจน์ผลลัพธ์ของการมีสุขภาพดีด้วยตนเองนั้น มีหลักคิดสำคัญอยู่ 3 ประการได้แก่ 1.การออกกำลังกาย 2.การควบคุมอาหาร 3.การคิดบวก ซึ่งหากเราทำ 3 สิ่งนี้เป็นประจำ น้ำหนักก็จะคงที่ ไม่อ้วนและไม่ผอม จนเกินไป ส่งผลให้คนเรามีอายุยืนยาวแข็งแรงได้จนถึง 85 ปีเลยทีเดียว

รู้ไว้ห่างไกล “โรคอ้วน”

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า อะไรคือสาเหตุของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แล้วทำไม? การลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร เพียงอย่างเดียว จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและอาจได้ผลเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ต้นตอที่ทำให้คุณรู้สึกหิวบ่อย ๆ นั่นเป็นเพราะตลอดทั้งวัน คุณรับประทานข้าว (คาร์โบไฮเดรต) หรือ อาหารจำพวกแป้ง มากจนเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ยังรวมไปถึงไขมันในเส้นเลือดอีกด้วย

รับประทานผลไม้มากจนเกินไป ก็ทำให้อ้วนได้ จริงหรือ?

หลายคนเลือกที่จะลดน้ำหนักและป้องกันสภาวะอ้วน ด้วยการควบคุมอาหาร ลดประมาณคาร์โบไฮเดรต หรือใช้วิธี โลว์คาร์บ (Low-carb หรือ Low-carbohydrate ) เทคนิคการลดน้ำหนักโดยการพร่องแป้ง แล้วเปลี่ยนมาบริโภคอาหารจำพวก โปรตีน จากเนื้อสัตว์เช่น ปลาและไข่ ธัญพืช ผักใบเขียนวและผลไม้เข้าไปในระหว่างมื้ออาหาร อย่างไรก็ตามควรระวังการบริโภคผลไม้บางชนิดที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ แต่เต็มไปด้วยน้ำตาลจำนวนมาก เช่น เงาะ ทุเรียน กล้วยน้ำว้า มะม่วง ลำไย สัปปะรด จากข้อพบว่าการรับประทานกล้วยน้ำว้าในปริมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึง 147 แคลอรี่ ซึ่งต้องอาศัยออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานดังกล่าวซึ่งมีหลายวิธีได้แก่ การเดินเป็นเวลา 53 นาที การวิ่ง 23 นาที การว่ายน้ำ 17 นาที หรือการปั่นจักรยาน 31 นาที

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะมองข้ามปัญหาและโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมาอีกมากมาย เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานก็อาจจะหากิจกรรมผ่อนคลายด้วยวิธีต่าง ๆ กันไป และอาจทำให้การควบคุมน้ำหนักห่างไกลจากเป้าหมายเริ่มต้นออกไปทุกที ดังนั้นหากเราหันมาออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้เผาผลาญพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับการวางแผนการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึกนอกบ้าน หันมาทำกับข้าวรับประทานกันในช่วงวันหยุดพักผ่อนนอกจากจะช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ให้ควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้แล้วยังสร้างความอบุอ่นและกระชับอ้อมกอดให้กับคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้นด้วย