นอนวันละ 8 ชั่วโมงดีจริง หรือแค่เรื่องสมมุติ

การนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เพราะร่างกายจะได้พักจากการทำงานหนัก ได้จะฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงเวลาที่เรานอนได้มากที่สุด คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นวลีที่เราเรียนเราท่องจำกันมาตั้งเด็ก ๆ ซึ่งที่จริงแล้ว คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงเลยหรือไม่และคนที่เขานอนวันละไม่ถึง 6ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรกัน

นอนให้พอดีต้องกี่ชั่วโมง

                เราเคยสังเกตมั้ยว่า ยิ่งเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น เรายิ่งนอนน้อยลง ยิ่งเราโตขึ้น เรายิ่งหลับยาก นอนดึกขึ้น อาจจะด้วยเพราะความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานก็เป็นได้ที่ทำให้เรานอนไม่หลับ แต่รู้หรือไม่ช่วงเวลาในการนอนที่เหมาะสมนั้นเราแบ่งตามช่วงอายุดังนี้

เด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0-3 เดือน จะนอนวันละ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน เพราะยังปรับสภาพการตื่นหลังจากคลอดไม่ได้ เพราะเวลาอยู่ในครรภ์มารดา ทารกจะหลับซะเป็น ส่วนใหญ่ อาจจะมีตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั่น ๆ ดังนั้นเด็กแรกเกิดจึงค่อนข้างจะนอนตลอดทั้งวัน

เด็กทารกตั้งแต่ 4-11 เดือน จะนอนวันละ 12-15 ชั่วโมง เป็นช่วงที่เด็กเริ่มปรับตัวได้แล้วว่าควรจะต้องนอนเวลาไหน ควรตื่นเวลาไหน และจะใช้เวลาตื่นระหว่างนานขึ้น

เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 1-2 ปี จะนอนวันละ 11-14 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการในด้านต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้น จะเริ่มสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เริ่มที่จะเล่นอะไรได้มากขึ้น ทำให้เด็กจะเริ่มนอนน้อยลง

เด็กอนุบาลอายุ 3-5 ปี จะนอนวันละ 10-13 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มได้เข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว แต่กิจกรรมในโรงเรียนนั้นต้องใช้พลังงานและร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงยังทำให้ช่วงเวลาในการนอนยังมากอยู่

เด็กประถมอายุ 6-13 ปี ควรนอนวันละ 9-11 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มนอนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็กวัยนี้ ได้เล่น ได้ลอง ได้เห็นอะไรใหม่ ทำให้เริ่มไม่อยากนอน และนอนน้อยลงตาไปด้วย

เด็กมัธยมอายุ 14-18 ปี ควรนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การเรียน การแข่งขั้นการเตรียมพร้อมที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ เวลานอนจึงลดน้อยลง เพราะมีอะไรให้ต้องทำมากขึ้น และวัยนี้ยังเป็นวัยที่เกิดความเครียดสะสมจนอาจจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้

วัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานอายุ 19-64 ปี ควรนอนวันละ 7-9 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การทำงานอย่างจริงจัง ทำให้เวลานอนน้อยลง และยังเป็นวัยที่มีเวลานอนน้อยที่สุด

วัยชรา อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง คนในวัยชราร่างกายเริ่มเสื่อมสมรรถภาพ จึงต้องนอนเพิ่มมากขึ้นเพื่อร่างกายจะได้พักผ่อนมากขึ้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุไหน การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญทุกช่วงอายุ ดังนั้นเราควรปรับเวลานอนให้สมดุล ไม่ควรเครียดมากเกินไปเพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของเราได้

งดขนมของหวาน ทานแต่ผลไม้ แต่ทำไมยังอ้วนอยู่?

                การลดน้ำหนักนั้นเรารู้กันอยู่แล้วว่าจะต้องงดการทานขนม ของหวาน และหันมาทานผักและผลไม้เป็นหลัก แต่สงสัยหรือไม่ว่า เราก็ทานแต่ผักและผลไม้ แต่ทำไมยังอ้วนอยู่ ทั้งที่งดขนมของหวานแต่ทำไมน้ำหนักยังไม่ลด นั่นก็เพราะผลไม้นี่แหละที่อาจจะเป็นสาเหตุของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะผลไม้บางชนิดก็น้ำตาลสูงพอ ๆ กับขนมเลย และถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะทำยังไงดี ต้องเลือกกินอย่างไรถึงจะไม่อ้วน

กินผลไม้ทำไมอ้วน

                กินผลไม้แล้วทำไมยังอ้วน เพราะผลไม้บางชนิดก็มีความหวานมีปริมาณของน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตสูง และน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในผลไม้นี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เราน้ำหนักขึ้น ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการจะควบคุมน้ำหนักด้วยการทานผลไม้ ก็ต้องเลือกชนิดของผลไม้เช่นกัน ว่าผลไม้ชนิดไหนที่จะทำให้น้ำหนักเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลไม้ที่ไม่แนะนำให้ทานในขณะควบคุมน้ำหนักก็คือพวกผลไม้เขตร้อน หรือผลไม้พื้นบ้านที่เรารู้จักกันดี อย่างเช่น มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ลำไย, กล้วย และผลไม่ที่มีรสหวานจัดอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะผลไม้เหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก ถ้ากินมาก ๆ อาจทำให้อ้วนได้โดยไม่รู้ตัว

แต่ถึงแม้ว่าจะมีผลไม้ที่เราต้องเลี่ยงแต่ก็ยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดที่เรายังสามารถรับประทานได้ในช่วงลดน้ำหนัก คือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะนอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะอร่อยแล้วยังแคลอรี่ต่ำอีกด้วย นอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แล้วยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดที่สามารถทานได้ในขณะลดน้ำหนัก เช่น

1. แก้วมังกร เพราะแก้วมังกรจะมีเส้นใยเยอะจะช่วยในเรื่องการขับถ่าย

2. แตงโม ถึงแม้ว่าแตงโมจะมีรสชาติหวานแต่แตงโมก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะช่วยทำให้อิ่มไว และมีเส้นใยสูงอีกด้วย

3. มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอีกชนิดที่สามารถรับประทานได้ในช่วงลดน้ำหนัก เพราะมะละกอเต็มไปด้วยเส้นใย แถมยังมีส่วนช่วยในการขับถ่าย เมื่อกินเป็นประจำก็จะช่วยให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย

และการทานผักใบเขียวก็มีส่วนช่วยอย่างมากต่อระบบขับถ่าย หากเรารับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ เส้นใยในผักจะช่วยให้เราท้องไม่ผูก เมื่อการขับถ่ายเป็นปกติรูปร่างที่ดีก็จะตามมา

กินผลไม้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

                ถึงแม้ว่าการทานผักและผลไม้จะส่งผลดีต่อร่างกายก็ตาม แต่อะไรที่มากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ การทานผลไม้ก็เช่นกัน ผลไม้ที่มีรสชาติหวานนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถทานได้ แต่ให้ทานแต่น้อยทานแต่พอดีก็จะไม่เกิดผลเสีย การรู้จักเลือกรับประทานอาหาร และการรับประทานแต่พอดีนั้นเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพและรูปร่าง เพราะถ้าเราไม่รู้จักเลือกกิน กินไม่เลือก ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายอย่างไรก็คงไม่สามารถจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้

วิถีชนบทวิถีชีวิตที่เริ่มเลือนราง

ยุคนี้เป็นยุคที่มีแต่ความทันสมัย เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเราแทบตามไม่ทัน วิถีชีวิตของคนในยุคนี้ก็เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ จนเราหลงลืมชีวิตดั่งเดิมของเราไปว่าสมัยก่อนนั้นเราดำเนินชีวิตกันอย่างไรเมื่อไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีโซเชียลมีเดีย เราหาความสุขกันอย่างไร เราใช้เวลาว่างไปกับอะไร เพราะยุคนี้เราเสียเวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย ใช้ชีวิตจมอยู่ในโลกออนไลน์จนลืมการใช้ชีวิตในแบบเดิม ๆ ของเราไปแล้ว

วิถีชนบทในยุคปัจจุบัน

                เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตในชนบท เราคงนึกภาพการใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ทำนา ปลูกผัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ติดกับเทคโนโลยี เรียกง่าย ๆ ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียง หลายคนคิดภาพว่าถ้าหากเราได้ใช้ชีวิตแบบนั้นเราคงจะมีความสุข แต่ในปัจจุบันเราห่างไกลจากวิถีชีวิตแบบนั้นออกมานานมากแล้ว เพราะในยุคนี้แม้ในต่างจังหวัดเทคโนโลยี หรือความเจริญก็ได้เข้าไปค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชนบทไปหมดแล้วในตอนนี้ เราแทบจะไม่ได้เห็นภาพเด็ก ๆ เล่นสนุกกับธรรมชาติอีกแล้ว ภาพเด็กผู้หญิงเล่นกระโดดยางกลายเป็นเรื่องในอดีตที่เราหาชมยากในสมัยนี้ ชนบทในยุคนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย เด็ก ๆ ในชนบทจากที่เคยได้เล่นสนุกอยู่กับธรรมชาติได้สัมผัสการทดลองสิ่งต่าง ๆ ตามแบบของเด็กบ้านนอกก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเด็ก ๆ อยู่กับโทรศัพท์มือถือ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าวิถีชีวิตในยุคนี้มันดีหรือไม่ดีกว่ายุคก่อน แต่ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามันเปลี่ยนไปเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ อยู่ที่ตัวเราว่า เราจะเปลี่ยนตามกระแสสังคม หรือจะยังคงยึดตามแนววิถีเดิม

แต่ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน เราก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว เทคโนโลยีจะไม่หายไป มีแต่จะเพิ่มขึ้น และผู้คนจะเข้าถึงมันได้ง่ายมากขึ้นเราจะต้องปรับตัว และอยู่กับมันให้ได้ ในความเป็นจริงเราสามารถปรับใช้วิถีดังเดิมให้เข้ากับยุคใหม่ได้ เพียงแค่เราต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ว่าจุดไหนเราจะมีความสุข เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปลูกข้าว ทำนา จับปลาเหมือนยุคก่อน เรายังสามารถใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดียได้ เพียงแต่อย่าจมอยู่แต่กับโลกในจอมือถือมากเกินไป เด็ก ๆ ควรได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติ พ่อแม่เองควรพาลูกออกไปเจอโลกภายนอกไม่ใช่ปล่อยให้จมอยู่กับโทรศัพท์มือถือ สอนให้เขาได้รู้จักการละเล่นสมัยก่อน ผสมผสานการใช้ชีวิตยุคเก่ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตัวเราเองก็ควรออกไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง การใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบวิถีชนบทนั้น ความจริงแล้วมันคือการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเอง และต่อให้เราเป็นคนเมืองเราก็สามารถใช้หลักนี้ในการชีวิตได้ การไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หลงอยู่กับวัตถุ การใช้ชีวิตอย่างมีสตินั้นก็นับเป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเช่นเดียวกัน

อย่า อยู่ อย่าง ซึมเศร้า รีบแก้ปัญหาด่วนหากคุณมีอาการแบบนี้

                ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ โรคที่ทุกคนเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นคือโรคซึมเศร้า ถือเป็นโรคที่เด็กวัยรุ่นและคนในวัยทำงานเริ่มเป็นกันอย่างแพร่หลาย อาจด้วยเพราะความเครียด ความกดดันจากการแข่งขันกันในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนที่นอกจากจะแข่งขันกันในด้านการเรียนแล้ว ในด้านความสามารถพิเศษก็ยังมีกระประกวดแข่งขันกัน จึงอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ หรือแม้แต่คนวัยทำงานที่ต้องแข่งกันการคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ เพื่อให้ทันโลกทันต่อความต้องการของคน ก็อาจจะทำให้เกิดความเคร่งเครียดจากงานจนเป็นต้นต่อของการเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่ว่าเรารู้จักโรคซึมเศร้าดีแค่ไหน และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคที่เกี่ยวกับสภาวะทางจิตอันมีปัจจัยของการเกิดโรคได้หลายปัจจัย เช่น การสูญเสียครั้งใหญ่ ความเครียด กรรมพันธุ์ หรือเกิดจากสารเคมีในสมองโดยอาการของคนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้น หากเราดูผิวเผินอาจไม่สามารถทราบได้เลยว่าคนคนนั้นเป็นโรคซึมเศร้า เพราะผู้ป่วยซึมเศร้ามักไม่แสดงออกว่ากำลังรู้สึกแย่ มักกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเอง ต้องเข้าไปคุยอย่างใกล้ชิดถึงจะสามารถสังเกตได้ว่ามีแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของตัวเองได้ ว่าตัวเองมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่ดังต่อนี้

  1. มีอาการซึมเศร้า เก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้คน
  2. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  3. นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิทหรือมีอาการฝันร้ายบ่อย ๆ หรือนอนมากจนผิดปกติ
  4. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
  5. ไม่มีสมาธิที่จะทำกิจกรรมอะไรได้นาน ๆ
  6. มักโทษตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต่อให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถนำมาคิดโทษตัวเองได้
  7. รับประทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้นจนเกินพอดี
  8. มีอาการเชื่องช้า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็มักจะช้ากว่าปกติ
  9. มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

ถ้าหากว่าคุณพบว่ามีอาการตรงตามข้อทดสอบตั้งแต่ 5 ข้อ ขึ้นไปให้สันนิฐานว่าคุณกำลังมีอาการของโรคซึมเศร้า

เมื่อพบว่าตัวเราหรือคนใกล้ตัวมีอาการของโรคซึมเศร้าควรทำอย่างไร

                เมื่อคุณสังเกตพบว่าตัวคุณ หรือคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า วิธีที่แนะนำว่าควรจะทำอย่างเร็วที่สุดคือไปพบแพทย์ ให้แพทย์วินิจฉัยลักษณะอาการ เพื่อจะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี และไม่ควรอดทนอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหรือตึงเครียดนานจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น สมัยนี้การไปพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายถึงว่าคุณเป็นคนบ้า แต่คุณสามารถไปปรึกษาจิตแพทย์ได้หากคุณมีอาการเครียดสะสม หรือเกิดสภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง และถ้าคุณไม่อยากก้าวเข้ามาอยู่ในสภาวะซึมเศร้า คุณจงใช้ชีวิตสบาย ๆ ไปตึงจนเกินไป รู้จักปล่อยวางชีวิตจะได้มีความสุขมากยิ่งขึ้น

อาหารคลีนคืออะไร ? ทำไมแพงจัง

                ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องของการกินอาหารคลีนกันมาบ้างแล้ว ว่าการกินอาหารคลีนนั้นเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรักษารูปร่างให้สมส่วน สวยงาม และที่สำคัญอาหารคลีนนั้นค่อนข้างมีราคาสูง และถ้าจะทำทานเองที่บ้าน หลาย ๆ คนคงคิดว่าเป็นเรื่องยากและมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากวุ่นวาย แต่แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาแพงเพื่ออาหารคลีนเลย เพราะเราสามารถทำทานเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน และอาหารไทยหลาย ๆ เมนูก็ยังนับเป็นอาหารคลีนอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับอาหารคลีนกันเถอะ

อาหารคลีนคืออะไร ? แล้วแบบไหนเรียกว่าไม่คลีน

อาหารคลีน คืออาหารที่ไม่เน้นการปรุงแต่งรสชาติด้วยสิ่งสังเคราะห์ ถ้าจะปรุงก็จะปรุงด้วยวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ รสชาติไม่จัดจนเกินไป ไม่ใช้การหมักดองในการประกอบอาหาร ไม่ใช่วัตถุดิบที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ เน้นวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ เน้นพวกผักสด ผลไม้สด นิยมใช้เนื้อปลาหรืออกไก่ในการประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่ อาหารคลีนเริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เพราะคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เริ่มมีร้านรับทำอาหารคลีนเป็นเซ็ตอาหารส่งตามบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วเมนูอาหารไทยที่ทำได้เองง่าย ๆ ก็ถือเป็นอาหารคลีนเช่นกัน เช่น แกงส้มผักต่าง ๆ แกงจืด โจ๊ก ผัดผัก และต้มยำ เป็นต้น โดยเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการประกอบอาหารก็อาจจะเปลี่ยนจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเป็นเนื้อปลาหรืออกไก่แทนก็ได้ ส่วนอาหารที่ไม่นับเป็นอาหารคลีน คืออาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนผสม เช่น พวกขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก อาหารจำพวกเบเกอรี่ทั้งหลาย รวมไปถึงอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ไม่นับเป็นอาหารคลีน ความจริงแล้วถ้าพิจารณาดี ๆ อาหารไทยพื้นบ้านของเรานี่แหละอาหารคลีนตัวจริง เพราะอาหารไทยพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเน้นผักและปลาเป็นหลัก และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในการปรุง แถมอร่อยและเราก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วอีกด้วย

ทำไมอาหารคลีนถึงมีราคาแพงจัง ?

                ที่อาหารคลีนมีราคาแพงนั้นเพราะตามร้านส่วนใหญ่จะใช้ผักออร์แกนิคในการประกอบอาหาร และใช้เครื่องปรุงชนิดพิเศษในการปรุงเพื่อควบคุมปริมาณโซเดียม และไขมัน ซึ่งเครื่องปรุงประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงทั่วไป เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทาน และร้านอาหารส่วนใหญ่มักเลือกใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารซึ่งมีราคาสูง ทำให้ราคาของอาหารคลีนนั้นมีราคาสูงตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงหากเราจะปรุงอาหารคลีนทานเองเราไม่จำเป็นต้องใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารก็ได้ เพียงแต่ให้เน้นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ใช้เนื้อปลาที่มีตามท้องถิ่นแทนแซลมอน ปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ใช้ผักพื้นบ้าน เน้นการปรุงสุกด้วย การต้ม นึ่ง ปิ้ง อบ ไม่ใส่ผงชูรส และหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำอาหารคลีนรับประทานได้แบบประหยัดงบประมาณ และสามารถทำได้ทุกมื้อโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินซื้อวัตถุดิบแพง ๆ อีกด้วย และในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องปรุงรสชนิดพิเศษที่มีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงปกติก็ได้ แต่เราปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ปรุงรสให้พอดี ๆ ไม่หนักเค็มหรือหนักหวานเกินไปก็สามารทำให้เราประหยัดเงินในการซื้อวัตถุดิบแพง ๆ ไปได้อีกทางหนึ่งด้วย

วิธีการลดน้ำหนัก ตาม lifestyle ที่เหมาะกับตัวเอง

ยุคนี้เป็นยุคที่คนเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพและรูปร่างกันมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือ การลดน้ำหนักในยุคที่มีอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแต่น่ารับประทาน แบบนี้มันช่างยากซะเหลือเกิน วิธีการลดน้ำหนักนั้นเราคิดว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นผักผลไม้ งดของหวาน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ทานอาหารคลีนวันละ 3 มื้อได้ ดังนั้นวันนี้เรามี วิธีการลดน้ำหนักตาม lifestyle มาเสนอ เป็นวิธีที่ง่าย ๆ ที่ทุกคนน่าจะทำตามได้และลดได้จริง

กระบวนการลดน้ำหนักที่ทำแล้วเห็นผลแน่นอน

                การลดน้ำหนักตาม lifestyle นั้นข้อแรกที่ต้องทำคือการ สำรวจตัวเอง ขั้นแรกลองนึกย้อนดูว่าเราเริ่มอ้วนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ต้องเอาตัวเลขเป๊ะ ๆ ก็ได้ เอาแค่ตัวเลขคราว ๆ ก็พอ เพื่อที่จะได้ทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเราอ้วนสะสมมานานแล้ว เพราะฉะนั้น การลดน้ำหนักมันก็จะไม่เห็นผลในวันสองวันแน่นอน เราต้องอดทน

ขั้นที่สองสำรวจลักษณะนิสัยการกินของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แล้วลิสต์รายการของที่ทานบ่อยที่จะทำให้อ้วนมาเลยว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องเลี่ยง ให้เป็นลิสต์รายการอาหารต้องห้าม เมื่อลิสต์สิ่งต้องห้ามแล้วก็ต้องมาลิสต์สิ่งที่มีประโยชน์ที่เราชอบทาน และให้ยึดอันนั้นเป็นที่พึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังอยากให้ยึดตามความชอบของตัวเองอยู่ เพราะถ้าเราต้องฝืนทานในสิ่งที่ไม่ชอบตลอดเวลา อีกไม่นานจะต้องตบะแตกแน่ ๆ ดังนั้นจึงให้เลือกทานผักหรือผลไม่ที่ชื่นชอบเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่เป็นการบั่นทอนกำลังใจในการลดน้ำหนัก เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังได้ทานของที่ชอบอยู่ แต่การลดน้ำหนักก็จะต้องควบคุมอาหารเพราะฉะนั้นอาหารต้องห้าม ก็คือห้ามทาน

ขั้นสาม สำรวจเวลาว่าง การลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหาร จะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเราต้องสำรวจตัวเองว่าเรามีเวลาว่างในการออกกำลังกายหรือไม่ ในกรณีของใครที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนส เรามีวิธีมานำเสนอ คือ เดินให้มากขึ้น เช่น ปกติเราจะขึ้นลิฟต์ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นวิ่งหรือเดินขึ้นบันไดแทน แรก ๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ถ้าทำเป็นประจำทุกวันจะเริ่ม เดินมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยขึ้น เมื่อมีเวลาว่างก็ออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านให้บ่อยขึ้น ตื่นเช้ามาถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายเบา ๆ ในห้องก็ได้

ขั้นสุดท้ายคือการจัดสรรเวลาในการนอน และการรับประทานอาหาร การนอนดึกถือเป็นภัยต่อการลดน้ำหนักอย่างมากเลย เพราะถ้าเรานอนดึกตื่นสาย เราก็จะไม่ได้ทานข้าวเช้า เวลาอาหารในแต่ละมื้อมันก็จะรวนไปหมด ให้เราขยับเวลานอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้เราได้พักผ่อนได้เต็มที่เราจะได้ตื่นเช้ามาอย่างสดใส โดยถ้าหากใครนอนดึกเป็นประจำร่างกายจะชินกับเวลานอนนั้น ให้ค่อย ๆ ขยับเวลานอนให้ไวขึ้นซักครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ ขยับเวลาร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว หลังจากนั้นเราก็จะสามารถจัดเวลาในการทานอาหารได้โดยที่อาหารเช้าแนะนำว่าไม่ควรจะเกิน 9 โมงเช้า อาหารกลางวันไม่ควรจะเกินบ่าย และอาหารเย็นไม่ควรจะเกินหกโมงเย็นและต้องเป็นอาหารที่เน้นผัก ควรเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และของหวาน

หากเราสามารถทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ รับรองว่าน้ำหนักจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แท้จริงแล้ววิธีที่กล่าวมาทั้งหมดมันคือวิธีการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นระบบมากขึ้น เลือกกินมมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น นอนเร็วขึ้น เมื่อเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ในใช้ชีวิตของเราได้แล้วนอกจากจะได้หุ่นที่ดีแล้วสุขภาพก็จะดีตามไปด้วย

มะพร้าว Tree of life สายใยประเพณีของคนไทย

มะพร้าวเป็นพืชยืนต้น มีอายุยืนยาวนับร้อยปี ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนานเรียกได้ว่า เชื่อมโยงกับประเพณีและวิถีชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายเลยทีเดียว อาจเป็นเพราะมนุษย์ค้นพบว่ามะพร้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งรากไปจนถึงปลายยอด และเชื่อว่าอีกหลายประเทศที่ปลูกมะพร้าวในเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา อินโดฯ มาเลเซีย เมียนมาร์ ต่างก็ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมะพร้าวไม่ต่างจากเราคนไทย

ประโยชน์จากรากจนถึงปลายยอด

น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งจำเป็นต่อเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือน ที่ต้องการเพื่อปรับสมดุลร่างกาย นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม และมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ และรักษาโรคผิวหนัง

นอกจากการรับประทานน้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนแล้ว มะพร้าวยังถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย วุ้นน้ำมะพร้าว น้ำส้มสายชู กะทิ และน้ำมันมะพร้าวไปโอดีเซล ส่วนยอดอ่อนของมะพร้าว คนโบราณนิยมนำไปแกงกะทิ แกงส้ม แกงคั่ว ส้มตำและยำชนิดต่าง ๆ

กะลามะพร้าว ก็ถูกนำไปทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น โคมไฟ กระดุม กระเป๋า ซออู้ ฯลฯ ใบมะพร้าวนำไปแปรรูปเป็นงานหัตถกรรมจักรสาน ตะกร้า ชะลอม กระจาด และใช้ห่อขนม ส่วนก้านใบก็ถูกนำมาดัดแปลงทำเป็นไม้กวาดทางมะพร้าว เส้นใยถูกนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

นอกจากนี้ส่วนที่คนมองข้ามไปอย่างรกมะพร้าวก็สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบในการทำงานศิลปะ ของชำร่วย ฯลฯ สร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ส่วนลำต้นที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะถูกโค่นทิ้งและขายทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำรั้ว ผนัง และกระถางต้นไม้ตกแต่งบ้านให้สวยงามอยู่เสมอ

มะพร้าวกับความเชื่อและประเพณี

มะพร้าวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะพร้าวได้รับการยกย่องและมีส่วนสำคัญในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การเกิด การตาย และพิธีแต่งงาน ส่วนในประเทศไทย มีความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำมะพร้าวในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อบำรุงทั้งแม่และเด็กให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ผิวพรรณสวยงาม และนอกจากจะนำมะพร้าวมาทำอาหาร คาวหวาน ยารักษาโรคและสิ่งประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันแล้ว มะพร้าวก็ยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะประเพณีการทำขวัญทารกแรกเกิด

อย่างไรก็ตาม กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้คิดค้นสูตรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพื่อเป็นทางเลือกในการบำรุงร่างกาย และประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยมีคุณสมบัติที่เป็นธาตุเย็น ช่วยดูดซับและขับของเสียออกจากร่างกาย มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ จึงทำให้ผู้นิยมดื่มน้ำมะพร้าวมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใส อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินบี เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม น้ำตาลกลูโคส (ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว) และกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  มะพร้าวจึงไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่มะพร้าวยังเป็นวิถีชีวิตและลมหายใจของมวลมนุษยชาติอีกด้วย

เมนูไข่ สารพัดประโยชน์ ถูกและดีมีที่ไข่นี่เอง

แม่ไก่ออกไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง… เห็นเมนูไข่ทีไร อดนึกถึงเพลงที่ขับร้องกันอย่างสนุกสนานของเด็กอนุบาลไม่ได้ ทำให้ย้อนคิดไปถึงกุศโลบายของคนโบราณ และการประยุกต์ใช้คำสอน และความรู้เรื่องไข่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนเราตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ เรียกได้ว่าโตมากับไข่สารพัดเมนูเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น ไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ และต้มจืดไข่น้ำ เป็นต้น คุณค่าสารพัดประโยชน์ของไข่ อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย แถมยังมีราคาที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับประโยชน์ของมัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย พร้อมที่จะลุยงานหนักและเริ่มต้นกับบทเรียนในตอนเช้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของไข่

ประการแรกคือ ไข่มีทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามิน A, D ,E ,และ B 12 นอกจากนี้ยังให้พลังงานเพียง 85 กิโลแคลอรี่ต่อฟองเท่านั้น

ประการที่สอง คือ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค ด้วยธาตุเหล็กที่มีอยู่ในไข่ จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือกแดงอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม คือ ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาทให้แข็งแรง เพราะโคลีนที่มีอยู่ในไข่มากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ต่อฟองเลยทีเดียว ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย

ประการที่สี่ คือ สารแคโรทีนที่มีอยู่ในไข่ จะช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ประการที่ ห้า คือ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ เพราะว่ามีสารต้นอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยป้องกันดวงตาจากอันตรายของรังสียูวี

ประการที่ หก คือ วิตามินในไข่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบสมอง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ ซึ่งการรับประทานไข่ในตอนเช้าจะช่วยให้สามารถจดจำและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน

ประการที่ เจ็ด คือ ไข่มีราคาไม่แพง และยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่าอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาล

กินไข่ อย่างไรให้พอดี

ในแต่วันคนเราควรจะรับคอเรสเตอรอล ไม่เกิน 300 มิลลิกรัม ซึ่งในไข่ 1 ใบนั้นมีคอเรสเตอรอลสูงถึง 250 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทางการแพทย์ ให้คำแนะนำในการบริโภคไข่วันละฟอง หรือ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ ซึ่งปริมาณที่เพียงพอสำหรับความต้องการของร่างกาย และแม้ว่าอาหารจานไข่จะมีประโยชน์มากมายเพียงใด แต่คนเราก็ควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อการเจริญเติบโตอย่างสมวัย  และสำหรับการรับประทานไข่ต้มในตอนเช้า ควรที่จะดื่มน้ำส้มคั้นควบคู่กันไป ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารจากไข่ได้ดีมากยิ่งขึ้น

เดินวันละนิด จิตแจ่มใส เดินหมื่นก้าวอายุยืนอีกหลายปี

เทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในพศ.นี้ หนีไม่พ้นการเดิน หรือการวิ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก เพียงแต่เราต้องหาข้อมูลและเตรียมร่างกายให้พร้อม จากนั้นก็จัดตารางการเดิน พร้อมตั้งเป้าหมายแต่ละวัน ว่าเราต้องการจะลดกิโลแคลอรี่วันละเท่าไร และต้องใช้เวลากี่นาที สำหรับคนที่รักการออกกำลังการเดินก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเผาผลาญพลังงาน และเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการงานและชีวิตประจำวันลงได้เป็นอย่างดี

ต้องเดินกี่นาที และเผาผลาญได้กี่แคล?

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมบางคนเดินใช้เวลาเดินเพียงวันละ 30 นาที  1 สัปดาห์ ก็เห็นความแตกต่างของรูปร่างที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่บางคนหักโหมเดินวันละเป็นชั่วโมง ๆ กลับน้ำหนักคงที่หรือไม่ก็เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าตกใจ ทั้งนี้เราต้องดูเหตุปัจจัยประกอบหลาย ๆ อย่าง ซึ่งอันดับแรก คือการเผาผลาญไขมันของร่างกายแต่ละคนนั้นทำได้ไม่เท่ากัน ตามมาตรฐานสากล การเดินเบา ๆ เพียง 30 นาทีต่อวันในช่วงเช้า ก็สามารถเผาผลาญได้ 120-170 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาเป็นเดินเร็วในเวลา 30 นาที ก็จะสามารถเผาผลาญได้สูงขึ้นถึง 480 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าอยากเอากิโลแคลอรี่ออกไปเยอะ ๆ ก็ควรเดินให้เร็วขึ้น ก้าวเท้าถี่ ๆ วิธีนี้จะช่วยเผาผลาญกิโลแคลอรี่จากกล้ามเนื้อบริเวณขาและสะโพกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยให้หัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย

เดินแบบไหน จะช่วยลดพลังงาน

เชื่อหรือไม่ว่า การเดินในชีวิตประจำวันของเราก็สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานลงได้ เช่น การเดินขึ้นบันไดไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน ในเวลาประมาณ 15 นาที จะเกิดการเผาผลาญพลังงานมากถึง 150 กิโลแคลอรี่ต่อครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา น่อง และบริเวณก้นให้แข็งแรงกระชับมากยิ่งขึ้น การเดินแกว่งแขน นอกจากจะช่วยเผาผลาญพลังงาน ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำเหลืองให้ไหลเวียนดีขึ้น ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการเดินสลับวิ่งนั้น จะเป็นการกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหัวใจ เช่น เดิน 30  ก้าววิ่ง 30 ก้าว อย่างต่ำ 30 นาที ก็จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญกิโลแคลอรี่ได้มากกว่า 230 กิโลแคลอรี่ต่อครั้ง

แต่ไม่ว่าจะเดินด้วยวิธีใด ก็เป็นการมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันนั่นคือการเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน รักษาสุขภาพ ลดน้ำหนัก และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้การเดินเป็นกิจกรรมที่ทำได้ทั้งครอบครัว ช่วย กระชับพื้นที่ความสุขให้กับหัวใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

กินสลัด…ทุกวันดีต่อสุขภาพจริงใช่ไหม

ผักและผลไม้ ได้ยินชื่อก็รู้ว่าอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ยิ่งนำมาทำสลัดรับประทานเพื่อสุขภาพก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับบางคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ก็นิยมที่จะรับประทานสลัดผักและผลไม้เป็นมื้อหลัก หรือแทบจะรับประทานแทนข้าวเลยก็ว่าได้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การรับประทานอะไรที่มากเกินไป โดยขาดการพิจารณาก็อาจนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายของคนเราได้ ดังนั้นเราควรรู้ว่าจะรับประทานสลัดเวลาไหนในปริมาณเท่าใด เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วน

กินสลัดเวลาไหนดีที่สุด

หลายคนมั่นใจว่า การรับประทานสลัดจะไม่ทำให้อ้วน แต่อาจลืมไปว่าส่วนประกอบที่เราใส่ลงไปในสลัดนั่นล่ะคือตัวแปรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของเนื้อสัตว์ ไขมัน และน้ำสลัดครีมนานาชนิด บางคนจึงระมัดระวังและรับประทานเพียงผัดสดและผลไม้หรือน้ำสลัดใสเท่านั้น แต่ผลที่ตามมา น้ำหนักอาจจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าใบหน้าจะเหี่ยวย่น และเนื้อเหลว ทั้งนี้เพราะร่างกายยังต้องการโปรตีนเข้าไปช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน ดังนั้นการเลือกรับประทานสลัด ควรเพิ่มโปรตีนจากพืช หรือเนื้อสัตว์ที่ปราศจากไขมัน ขนมปังโฮลวีท หรือธัญพืช โดยปกติแล้วมื้อเช้าจะเป็นมื้อสำคัญที่ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนมื้อกลางวันนั้น เราลดแป้งลงครึ่งหนึ่งของอาหาร เพื่อลดพลังงานสะสม ส่วนมื้อเย็นเน้นกินสลัดผัก ผลไม้และโปรตีนบ้าง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

ข้อควรระวังในการกินสลัด

            เวลาไปทานบุฟเฟ่ต์หรือสลัดบาร์ เราเคยสังเกตไหมว่าคนอื่น ๆ หรือแม้แต่เราเองเลือกตักผักชนิดไหน หรือตักอะไรก่อน เพราะบางครั้งสีสันของผักและเครื่องเคียงต่าง ๆ ก็ดูละลานตาจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว แต่เอาเป็นว่าเราควรเลือกผักใบเขียวก่อน เพราะเป็นผักที่มีเส้นใยสูงแต่ให้พลังงานน้อย แล้วจึงค่อยเลือกตักผักสีต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง ถั่วพริกหวาน ข้าวโพด เผือก ฯลฯ ตามชอบใจ และที่สำคัญควรตักผักให้ครบ 5 สี เพื่อให้ให้ได้วิตามินและแร่ธาตุครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกน้ำสลัดที่ให้พลังงานน้อย และตักราดแต่พอประมาณ เติมโปรตีนลงไปอีกนิดเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งโปรตีนที่เหมาะสมได้แก่ โปรตีนจากถั่ว ไข่ และปลานั่นเอง

อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เป็นเรื่องดี แต่เราควรที่จะระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ เป็นประจำทุกวัน แม้ว่าอาหารนั้นจะมีประโยชน์มากเท่าใดก็ตามโดยเฉพาะสลัด เพราะนั่นจะเป็นวิธีการทำลายร่างกายในแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว