บุหรี่มือสอง ภัยร้ายสำหรับคนไม่สูบบุหรี่

ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ควันบุหรี่ก็มีสารพิษที่เมื่อสูดดมเข้าไปมาก ๆ สามารถทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ แต่ไม่ใช่จะมีเพียงผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้นที่จะได้รับอันตรายจากควันบุหรี่ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่เองแต่ถ้าหากต้องอยู่ร่วมกับคนที่สูบบุหรี่ ก็อาจจะได้สูดดมควันบุหรี่เข้าไปด้วยเช่นกัน และอาจทำเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่ต่างจากผู้ที่สูบบุหรี่เอง และเราเรียกผลกระทบจากควันบุหรี่นี้ว่า บุหรี่มือสอง

บุหรี่มือสอง

                คำว่าบุหรี่มือสองนั้นคือผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่ ทำให้ต้องสูดดมควันพิษจากบุหรี่เข้าไปจนทำให้อาจเกิดโทษต่อร่างกายได้ โดยผู้ที่เป็นบุหรี่มือสองนั้นนอกจากจะได้รับสารจากการสูดดมควันบุหรี่จากผู้สูบโดยตรงแล้ว ต่อให้เราเลี่ยงไม่ไปใกล้ ๆ เวลาที่เขาสูบ เราก็ยังจะได้รับความพิษจากการสูดดมเขม่าควันที่ติดตามเสื้อผ้าของผู้สูบได้เช่นกัน โดยผู้ที่เป็นบุหรี่มือสองนี้มักจะได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากกว่าผู้สูบเองด้วยซ้ำ เพราะเวลาสูบบุหรี่ควันที่พ่นออกมานั้นมีปริมาณมากกว่าที่ผู้สูบ สูบเข้าไปดังนั้นผู้ที่ไม่สูบจึงสูดควันเข้าไปเต็ม ๆ  เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบ จึงมีแนวโน้มที่จะป่วยเพราะควันบุหรี่มากกว่าผู้ที่สูบซะอีก

โทษจากควันบุหรี่

                เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าควันบุหรี่มีโทษต่อร่างกายเป็นอย่างมาก และในควันบุหรี่ก็มีสารพิษให้โทษต่อระบบร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นิโคติน, ทาร์, ไฮโดรเจนไซยาไนด์, คาร์บอนมอนอกไซด์ และยังมีสารพิษให้โทษอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสารพิษเหล่านี้ส่งผลต่อระบบต่างของร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ การทำงานของหัวใจ หรือแม้แต่ดวงตาเป็นต้น

ควันบุหรี่ส่งผลกะทบต่อร่างกายอย่างไร

                ควันจากบุหรี่มีผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายดังนี้

ผลกระทบต่อดวงตา เนื่องจากควันบุหรี่มีสารพิษอยู่มาก ดังนั้นเมื่อเราสูบบุหรี่บ่อย ๆ ควันจากบุหรี่ก็จะขึ้นไปเกาะสะสมอยู่ที่กระจกตา เมื่อสะสมไปเป็นเวลานานอาจจะทำให้กลายเป็นโรคต้อกระจกได้

ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เราทราบดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดหรือโรคถุงลมโป่งพองได้

ผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ สารนิโคตินและสารพิษอื่น ๆ ในควันบุหรี่มีผลทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัวซึ่งเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจและส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

เราต่างรู้กันดีว่าบุหรี่นั้นให้โทษต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นหากเราเลี่ยงที่จะไม่สูบได้ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเราและคนรอบข้าง หรือแม้แต่ผู้ที่สูบบุหรี่ ก็ควรที่จะพยายามเลิกสูบ เพราะเมื่อคุณสูบไม่ใช่แค่คุณที่ได้รับผลกระทบ แต่ครอบครัวและคนที่คุณรักเองก็ได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน

แสงสีฟ้า อันตรายใกล้ตาที่หลายคนยังละเลย

ในปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของเราไปแล้ว เรามีติดตัวกันทุกคนและเรายังใช้มันตลอดเวลา ไม่ว่าจะใช้ในการทำงานหรือเพื่อความบันเทิงก็ตาม เราแทบจะมองจอกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในตอนทานข้าว ตอนรอรถ หรือเวลาว่าง ๆ เราก็มักจะนำโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นเกมส์หรือเล่นอินเตอร์เน็ต แต่เรารู้หรือไม่ว่า หน้าจอที่เรานั่งก้มหน้าจ้องมันตลอดเวลานี้ มันมีอันตรายซ่อนอยู่ เจ้าอันตรายที่ว่านี่ก็คือแสงสีฟ้าที่สามรถทำร้าย ทำลายดวงตาของเราได้นั่นเอง

แสงสีฟ้าคืออะไร

                หลาย ๆ คนทราบว่าในหน้าจอมือถือ จอคอมพิวเตอร์ และจอทีวีนั้นมีแสงสีฟ้า แต่แม้แต่แสงอาทิตย์ก็มีแสงสีฟ้าเช่นกันเป็น ถึงแม้เราจะทราบว่าแสงสีฟ้าเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่เรามักไม่ทราบว่าแสงสีฟ้าส่งผลต่อดวงตาของเราอย่างไร แสงสีฟ้าคือแสงที่มีพลังงานสูงซึ่งเป็นแสงที่มีความสามารถทำลายจอประสาทตาของเราได้ และนอกจากจะมีผลต่อดวงตาแล้วยังไปยับยั้งการหลังของสารเมลาโทนินซึ่งก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้จะให้เราเลิกใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเรายังคงใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานอยู่ แต่เรามีวิธีในการดูแลรักษาและถนอมดวงตาที่ต้องใช้งานอยู่กับแสงสีฟ้าเช่นกันดังต่อไปนี้

  1. ปรับแสงสว่างหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะไม่ให้สว่างหรือมืดจนเกินไป
  2. พักสายตาละสายตาจากหน้าจอบ้าง ไม่ควรจ้องหน้าจอติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ
  3. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตาแห้ง
  4. ทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาเช่น ผักบุ้งหรือฟักทองเป็นต้น
  5. ติดฟิล์มกรองแสงหรือใส่แว่นตาที่ช่วงกรองแสงสีฟ้า
  6. เมื่อรู้สึกว่าสายตาล้า ให้มองออกไปไกล ๆ มองบริเวณที่มีต้นไม้สีเขียวเป็นการพักสายตา

ดังนั้นเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อรักษาดวงตาของเรา เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญในการดำเนินชีวิต อย่าอยู่กับหน้าจอนานเกินไป ออกไปมองฟ้า มองธรรมชาติบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นผลดีกับดวงตาของเราแล้วยังส่งผลดีต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของเราอีกด้วย เรามักใช้เวลาว่างไปกับการมองภาพในจอ แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากให้เราได้ใช้เวลากับมัน สำหรับใครที่ต้องทำงานอยู่กับหน้าจอทั้งวันแล้ว ในการทำงานเราคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเรามีเวลาว่างเราก็ไม่ควรจมอยู่กับหน้าจอเช่นเดิม ควรไปพักสายตาบ้างเพื่อให้สายตาเราไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

เครื่องสำอางมีวันหมดอายุหรือเปล่านะ

                สาว ๆ กับเครื่องสำอางเป็นของคู่กัน สาว ๆ ทุกคนไม่ว่าจะใครจะต้องมีเครื่องสำอางประจำตัวอย่างน้อยคนละ 1 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ลิปสติก หรือรองพื้น แต่เราเคยรู้กันหรือเปล่า ว่าเครื่องสำอางก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน แต่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน และชนิดของเครื่องสำอางชนิดนั้น ๆ

วันหมดอายุของเครื่องสำอางแต่ละชนิด

                เครื่องสำอางแต่ละชนิดนั้นจะมีวันหมดอายุที่ต่างกันตามลักษณะการใช้งานที่ต่างกัน เครื่องสำอางบางชนิดอาจจะมีวันหมดอายุบอกไว้ชัดเจนที่บรรจุภัณฑ์ แต่หากไม่ได้บอกไว้เราก็สามารถแบ่งการหมดอายุตามชนิดและลักษณะการใช้งานได้ดังนี้

มาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ มีอายุ 3 เดือน เครื่องสำอางชนิดนี้มีอายุสั้นที่สุด เพราะใช้กับบริเวณรอบดวงตาและหากใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้มีอายุสั้น และถึงแม้ว่าเราจะใช้ไม่หมดภายใน 3 เดือน เราก็ควรทิ้งเพราะการสะสมของเชื้อโรคอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือติดเชื้อได้

อายแชโดว์มีอายุ 2 ปี และหากโดนน้ำอายุจะเหลือแค่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าอายแชโดว์จะใช้กับบริเวณรอบดวงตาเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

เครื่องสำอางที่มีลักษณ์เนื้อเหลวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รองพื้น, เบส, คอนซีลเลอร์, ไพรเมอร์ มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี เครื่องสำอางชนิดนี้จะมีราคาสูงแต่อายุการใช้งานต่ำ เพราะใช้กับใบหน้าและอาจทำให้เกิดเชื้อโรคสะสมได้ และเครื่องสำอางชนิดนี้มักจะมีวันหมดอายุติดอยู่ที่บรรจุภัณฑ์ และเราควรทิ้งเมื่อหมดอายุ เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และทำให้เกิดสิวได้

แป้งอัดแข็ง แป้งตลับ และแป้งผสมรองพื้น มีอายุ 1ปี เนื่องจากเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นแบบฝุ่นจึงทำให้อายุการใช้งานสูงขึ้น

ไฮไลท์ บรอนเซอร์ และบรัชออน มีอายุ 2 ปี เนื่องจากการใช้งานของเครื่องสำอางชนิดนี้เราใช้กับแปรง และใช้ไม่ได้เยอะมาก ประกอบกับเป็นเนื้อฝุ่น อายุการจึงสูงตามไปด้วย

ลิปสติกและดินสอเขียนขอบปาก มีอายุ 2 ปี เนื่องจากเป็นเนื้อครีมและมีของเหลวผสมอยู่น้อยและส่วนประกอบเป็นไขมัน จึงทำให้มีอายุการใช้งานสูง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะอาดในการใช้งานและการเก็บรักษา แนะนำว่าหากต้องการยืดอายุการใช้งานก็ควรใช้กบอุปกรณ์ที่สะอาด เช่น กบเหลาดินสอเขียนขอบปาก หรือแปรงทาปาก ก็ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค

เครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะการใช้งาน หากเราหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องสำอาง ก็จะช่วยยืดอายุของเครื่องสำอางออกไปได้ แต่ทั้งนี้หากพบว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นมันเกินเวลาหรือหมดอายุการใช้งานแล้วก็ควรทิ้ง ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาได้

นอนวันละ 8 ชั่วโมงดีจริง หรือแค่เรื่องสมมุติ

การนอนถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย เพราะร่างกายจะได้พักจากการทำงานหนัก ได้จะฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในช่วงเวลาที่เรานอนได้มากที่สุด คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เป็นวลีที่เราเรียนเราท่องจำกันมาตั้งเด็ก ๆ ซึ่งที่จริงแล้ว คนเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมงเลยหรือไม่และคนที่เขานอนวันละไม่ถึง 6ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรกัน

นอนให้พอดีต้องกี่ชั่วโมง

                เราเคยสังเกตมั้ยว่า ยิ่งเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น เรายิ่งนอนน้อยลง ยิ่งเราโตขึ้น เรายิ่งหลับยาก นอนดึกขึ้น อาจจะด้วยเพราะความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานก็เป็นได้ที่ทำให้เรานอนไม่หลับ แต่รู้หรือไม่ช่วงเวลาในการนอนที่เหมาะสมนั้นเราแบ่งตามช่วงอายุดังนี้

เด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0-3 เดือน จะนอนวันละ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน เพราะยังปรับสภาพการตื่นหลังจากคลอดไม่ได้ เพราะเวลาอยู่ในครรภ์มารดา ทารกจะหลับซะเป็น ส่วนใหญ่ อาจจะมีตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็เป็นช่วงเวลาสั่น ๆ ดังนั้นเด็กแรกเกิดจึงค่อนข้างจะนอนตลอดทั้งวัน

เด็กทารกตั้งแต่ 4-11 เดือน จะนอนวันละ 12-15 ชั่วโมง เป็นช่วงที่เด็กเริ่มปรับตัวได้แล้วว่าควรจะต้องนอนเวลาไหน ควรตื่นเวลาไหน และจะใช้เวลาตื่นระหว่างนานขึ้น

เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 1-2 ปี จะนอนวันละ 11-14 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการในด้านต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้น จะเริ่มสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เริ่มที่จะเล่นอะไรได้มากขึ้น ทำให้เด็กจะเริ่มนอนน้อยลง

เด็กอนุบาลอายุ 3-5 ปี จะนอนวันละ 10-13 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มได้เข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว แต่กิจกรรมในโรงเรียนนั้นต้องใช้พลังงานและร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงยังทำให้ช่วงเวลาในการนอนยังมากอยู่

เด็กประถมอายุ 6-13 ปี ควรนอนวันละ 9-11 ชั่วโมง เด็กในวัยนี้จะเริ่มนอนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็กวัยนี้ ได้เล่น ได้ลอง ได้เห็นอะไรใหม่ ทำให้เริ่มไม่อยากนอน และนอนน้อยลงตาไปด้วย

เด็กมัธยมอายุ 14-18 ปี ควรนอนวันละ 8-10 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การเรียน การแข่งขั้นการเตรียมพร้อมที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ เวลานอนจึงลดน้อยลง เพราะมีอะไรให้ต้องทำมากขึ้น และวัยนี้ยังเป็นวัยที่เกิดความเครียดสะสมจนอาจจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้

วัยผู้ใหญ่หรือวัยทำงานอายุ 19-64 ปี ควรนอนวันละ 7-9 ชั่วโมง วัยนี้เป็นวัยที่เข้าสู่การทำงานอย่างจริงจัง ทำให้เวลานอนน้อยลง และยังเป็นวัยที่มีเวลานอนน้อยที่สุด

วัยชรา อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง คนในวัยชราร่างกายเริ่มเสื่อมสมรรถภาพ จึงต้องนอนเพิ่มมากขึ้นเพื่อร่างกายจะได้พักผ่อนมากขึ้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุไหน การนอนถือเป็นสิ่งที่สำคัญทุกช่วงอายุ ดังนั้นเราควรปรับเวลานอนให้สมดุล ไม่ควรเครียดมากเกินไปเพราะจะส่งผลต่อสุขภาพของเราได้

งดขนมของหวาน ทานแต่ผลไม้ แต่ทำไมยังอ้วนอยู่?

                การลดน้ำหนักนั้นเรารู้กันอยู่แล้วว่าจะต้องงดการทานขนม ของหวาน และหันมาทานผักและผลไม้เป็นหลัก แต่สงสัยหรือไม่ว่า เราก็ทานแต่ผักและผลไม้ แต่ทำไมยังอ้วนอยู่ ทั้งที่งดขนมของหวานแต่ทำไมน้ำหนักยังไม่ลด นั่นก็เพราะผลไม้นี่แหละที่อาจจะเป็นสาเหตุของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพราะผลไม้บางชนิดก็น้ำตาลสูงพอ ๆ กับขนมเลย และถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะทำยังไงดี ต้องเลือกกินอย่างไรถึงจะไม่อ้วน

กินผลไม้ทำไมอ้วน

                กินผลไม้แล้วทำไมยังอ้วน เพราะผลไม้บางชนิดก็มีความหวานมีปริมาณของน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตสูง และน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในผลไม้นี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เราน้ำหนักขึ้น ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการจะควบคุมน้ำหนักด้วยการทานผลไม้ ก็ต้องเลือกชนิดของผลไม้เช่นกัน ว่าผลไม้ชนิดไหนที่จะทำให้น้ำหนักเราเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลไม้ที่ไม่แนะนำให้ทานในขณะควบคุมน้ำหนักก็คือพวกผลไม้เขตร้อน หรือผลไม้พื้นบ้านที่เรารู้จักกันดี อย่างเช่น มะม่วง, ทุเรียน, เงาะ, ลำไย, กล้วย และผลไม่ที่มีรสหวานจัดอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะผลไม้เหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก ถ้ากินมาก ๆ อาจทำให้อ้วนได้โดยไม่รู้ตัว

แต่ถึงแม้ว่าจะมีผลไม้ที่เราต้องเลี่ยงแต่ก็ยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดที่เรายังสามารถรับประทานได้ในช่วงลดน้ำหนัก คือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะนอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะอร่อยแล้วยังแคลอรี่ต่ำอีกด้วย นอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แล้วยังมีผลไม้อีกหลากหลายชนิดที่สามารถทานได้ในขณะลดน้ำหนัก เช่น

1. แก้วมังกร เพราะแก้วมังกรจะมีเส้นใยเยอะจะช่วยในเรื่องการขับถ่าย

2. แตงโม ถึงแม้ว่าแตงโมจะมีรสชาติหวานแต่แตงโมก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะช่วยทำให้อิ่มไว และมีเส้นใยสูงอีกด้วย

3. มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีรสหวานอีกชนิดที่สามารถรับประทานได้ในช่วงลดน้ำหนัก เพราะมะละกอเต็มไปด้วยเส้นใย แถมยังมีส่วนช่วยในการขับถ่าย เมื่อกินเป็นประจำก็จะช่วยให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย

และการทานผักใบเขียวก็มีส่วนช่วยอย่างมากต่อระบบขับถ่าย หากเรารับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ เส้นใยในผักจะช่วยให้เราท้องไม่ผูก เมื่อการขับถ่ายเป็นปกติรูปร่างที่ดีก็จะตามมา

กินผลไม้อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

                ถึงแม้ว่าการทานผักและผลไม้จะส่งผลดีต่อร่างกายก็ตาม แต่อะไรที่มากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ การทานผลไม้ก็เช่นกัน ผลไม้ที่มีรสชาติหวานนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถทานได้ แต่ให้ทานแต่น้อยทานแต่พอดีก็จะไม่เกิดผลเสีย การรู้จักเลือกรับประทานอาหาร และการรับประทานแต่พอดีนั้นเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพและรูปร่าง เพราะถ้าเราไม่รู้จักเลือกกิน กินไม่เลือก ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายอย่างไรก็คงไม่สามารถจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้

วิถีชนบทวิถีชีวิตที่เริ่มเลือนราง

ยุคนี้เป็นยุคที่มีแต่ความทันสมัย เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเราแทบตามไม่ทัน วิถีชีวิตของคนในยุคนี้ก็เรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ จนเราหลงลืมชีวิตดั่งเดิมของเราไปว่าสมัยก่อนนั้นเราดำเนินชีวิตกันอย่างไรเมื่อไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีโซเชียลมีเดีย เราหาความสุขกันอย่างไร เราใช้เวลาว่างไปกับอะไร เพราะยุคนี้เราเสียเวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย ใช้ชีวิตจมอยู่ในโลกออนไลน์จนลืมการใช้ชีวิตในแบบเดิม ๆ ของเราไปแล้ว

วิถีชนบทในยุคปัจจุบัน

                เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตในชนบท เราคงนึกภาพการใช้ชีวิตในต่างจังหวัด ทำนา ปลูกผัก ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ติดกับเทคโนโลยี เรียกง่าย ๆ ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียง หลายคนคิดภาพว่าถ้าหากเราได้ใช้ชีวิตแบบนั้นเราคงจะมีความสุข แต่ในปัจจุบันเราห่างไกลจากวิถีชีวิตแบบนั้นออกมานานมากแล้ว เพราะในยุคนี้แม้ในต่างจังหวัดเทคโนโลยี หรือความเจริญก็ได้เข้าไปค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชนบทไปหมดแล้วในตอนนี้ เราแทบจะไม่ได้เห็นภาพเด็ก ๆ เล่นสนุกกับธรรมชาติอีกแล้ว ภาพเด็กผู้หญิงเล่นกระโดดยางกลายเป็นเรื่องในอดีตที่เราหาชมยากในสมัยนี้ ชนบทในยุคนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย เด็ก ๆ ในชนบทจากที่เคยได้เล่นสนุกอยู่กับธรรมชาติได้สัมผัสการทดลองสิ่งต่าง ๆ ตามแบบของเด็กบ้านนอกก็เปลี่ยนไปกลายเป็นเด็ก ๆ อยู่กับโทรศัพท์มือถือ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าวิถีชีวิตในยุคนี้มันดีหรือไม่ดีกว่ายุคก่อน แต่ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามันเปลี่ยนไปเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ อยู่ที่ตัวเราว่า เราจะเปลี่ยนตามกระแสสังคม หรือจะยังคงยึดตามแนววิถีเดิม

แต่ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน เราก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว เทคโนโลยีจะไม่หายไป มีแต่จะเพิ่มขึ้น และผู้คนจะเข้าถึงมันได้ง่ายมากขึ้นเราจะต้องปรับตัว และอยู่กับมันให้ได้ ในความเป็นจริงเราสามารถปรับใช้วิถีดังเดิมให้เข้ากับยุคใหม่ได้ เพียงแค่เราต้องหาจุดตรงกลางให้เจอ ว่าจุดไหนเราจะมีความสุข เราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปลูกข้าว ทำนา จับปลาเหมือนยุคก่อน เรายังสามารถใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดียได้ เพียงแต่อย่าจมอยู่แต่กับโลกในจอมือถือมากเกินไป เด็ก ๆ ควรได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติ พ่อแม่เองควรพาลูกออกไปเจอโลกภายนอกไม่ใช่ปล่อยให้จมอยู่กับโทรศัพท์มือถือ สอนให้เขาได้รู้จักการละเล่นสมัยก่อน ผสมผสานการใช้ชีวิตยุคเก่ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตัวเราเองก็ควรออกไปสัมผัสกับธรรมชาติบ้าง การใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบวิถีชนบทนั้น ความจริงแล้วมันคือการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเอง และต่อให้เราเป็นคนเมืองเราก็สามารถใช้หลักนี้ในการชีวิตได้ การไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หลงอยู่กับวัตถุ การใช้ชีวิตอย่างมีสตินั้นก็นับเป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเช่นเดียวกัน

อย่า อยู่ อย่าง ซึมเศร้า รีบแก้ปัญหาด่วนหากคุณมีอาการแบบนี้

                ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ โรคที่ทุกคนเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นคือโรคซึมเศร้า ถือเป็นโรคที่เด็กวัยรุ่นและคนในวัยทำงานเริ่มเป็นกันอย่างแพร่หลาย อาจด้วยเพราะความเครียด ความกดดันจากการแข่งขันกันในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนที่นอกจากจะแข่งขันกันในด้านการเรียนแล้ว ในด้านความสามารถพิเศษก็ยังมีกระประกวดแข่งขันกัน จึงอาจทำให้เกิดความเครียดสะสมจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ หรือแม้แต่คนวัยทำงานที่ต้องแข่งกันการคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ เพื่อให้ทันโลกทันต่อความต้องการของคน ก็อาจจะทำให้เกิดความเคร่งเครียดจากงานจนเป็นต้นต่อของการเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่ว่าเรารู้จักโรคซึมเศร้าดีแค่ไหน และจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคที่เกี่ยวกับสภาวะทางจิตอันมีปัจจัยของการเกิดโรคได้หลายปัจจัย เช่น การสูญเสียครั้งใหญ่ ความเครียด กรรมพันธุ์ หรือเกิดจากสารเคมีในสมองโดยอาการของคนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้น หากเราดูผิวเผินอาจไม่สามารถทราบได้เลยว่าคนคนนั้นเป็นโรคซึมเศร้า เพราะผู้ป่วยซึมเศร้ามักไม่แสดงออกว่ากำลังรู้สึกแย่ มักกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเอง ต้องเข้าไปคุยอย่างใกล้ชิดถึงจะสามารถสังเกตได้ว่ามีแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของตัวเองได้ ว่าตัวเองมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่ดังต่อนี้

  1. มีอาการซึมเศร้า เก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้คน
  2. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  3. นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิทหรือมีอาการฝันร้ายบ่อย ๆ หรือนอนมากจนผิดปกติ
  4. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา
  5. ไม่มีสมาธิที่จะทำกิจกรรมอะไรได้นาน ๆ
  6. มักโทษตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต่อให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถนำมาคิดโทษตัวเองได้
  7. รับประทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้นจนเกินพอดี
  8. มีอาการเชื่องช้า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็มักจะช้ากว่าปกติ
  9. มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

ถ้าหากว่าคุณพบว่ามีอาการตรงตามข้อทดสอบตั้งแต่ 5 ข้อ ขึ้นไปให้สันนิฐานว่าคุณกำลังมีอาการของโรคซึมเศร้า

เมื่อพบว่าตัวเราหรือคนใกล้ตัวมีอาการของโรคซึมเศร้าควรทำอย่างไร

                เมื่อคุณสังเกตพบว่าตัวคุณ หรือคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า วิธีที่แนะนำว่าควรจะทำอย่างเร็วที่สุดคือไปพบแพทย์ ให้แพทย์วินิจฉัยลักษณะอาการ เพื่อจะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี และไม่ควรอดทนอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหรือตึงเครียดนานจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น สมัยนี้การไปพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายถึงว่าคุณเป็นคนบ้า แต่คุณสามารถไปปรึกษาจิตแพทย์ได้หากคุณมีอาการเครียดสะสม หรือเกิดสภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรง และถ้าคุณไม่อยากก้าวเข้ามาอยู่ในสภาวะซึมเศร้า คุณจงใช้ชีวิตสบาย ๆ ไปตึงจนเกินไป รู้จักปล่อยวางชีวิตจะได้มีความสุขมากยิ่งขึ้น

อาหารคลีนคืออะไร ? ทำไมแพงจัง

                ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องของการกินอาหารคลีนกันมาบ้างแล้ว ว่าการกินอาหารคลีนนั้นเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรักษารูปร่างให้สมส่วน สวยงาม และที่สำคัญอาหารคลีนนั้นค่อนข้างมีราคาสูง และถ้าจะทำทานเองที่บ้าน หลาย ๆ คนคงคิดว่าเป็นเรื่องยากและมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากวุ่นวาย แต่แท้จริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาแพงเพื่ออาหารคลีนเลย เพราะเราสามารถทำทานเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน และอาหารไทยหลาย ๆ เมนูก็ยังนับเป็นอาหารคลีนอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับอาหารคลีนกันเถอะ

อาหารคลีนคืออะไร ? แล้วแบบไหนเรียกว่าไม่คลีน

อาหารคลีน คืออาหารที่ไม่เน้นการปรุงแต่งรสชาติด้วยสิ่งสังเคราะห์ ถ้าจะปรุงก็จะปรุงด้วยวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ รสชาติไม่จัดจนเกินไป ไม่ใช้การหมักดองในการประกอบอาหาร ไม่ใช่วัตถุดิบที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ เน้นวัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ เน้นพวกผักสด ผลไม้สด นิยมใช้เนื้อปลาหรืออกไก่ในการประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่ อาหารคลีนเริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เพราะคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เริ่มมีร้านรับทำอาหารคลีนเป็นเซ็ตอาหารส่งตามบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วเมนูอาหารไทยที่ทำได้เองง่าย ๆ ก็ถือเป็นอาหารคลีนเช่นกัน เช่น แกงส้มผักต่าง ๆ แกงจืด โจ๊ก ผัดผัก และต้มยำ เป็นต้น โดยเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการประกอบอาหารก็อาจจะเปลี่ยนจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเป็นเนื้อปลาหรืออกไก่แทนก็ได้ ส่วนอาหารที่ไม่นับเป็นอาหารคลีน คืออาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนผสม เช่น พวกขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก อาหารจำพวกเบเกอรี่ทั้งหลาย รวมไปถึงอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ไม่นับเป็นอาหารคลีน ความจริงแล้วถ้าพิจารณาดี ๆ อาหารไทยพื้นบ้านของเรานี่แหละอาหารคลีนตัวจริง เพราะอาหารไทยพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเน้นผักและปลาเป็นหลัก และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในการปรุง แถมอร่อยและเราก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วอีกด้วย

ทำไมอาหารคลีนถึงมีราคาแพงจัง ?

                ที่อาหารคลีนมีราคาแพงนั้นเพราะตามร้านส่วนใหญ่จะใช้ผักออร์แกนิคในการประกอบอาหาร และใช้เครื่องปรุงชนิดพิเศษในการปรุงเพื่อควบคุมปริมาณโซเดียม และไขมัน ซึ่งเครื่องปรุงประเภทนี้จะมีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงทั่วไป เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทาน และร้านอาหารส่วนใหญ่มักเลือกใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารซึ่งมีราคาสูง ทำให้ราคาของอาหารคลีนนั้นมีราคาสูงตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงหากเราจะปรุงอาหารคลีนทานเองเราไม่จำเป็นต้องใช้ปลาแซลมอนในการประกอบอาหารก็ได้ เพียงแต่ให้เน้นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ใช้เนื้อปลาที่มีตามท้องถิ่นแทนแซลมอน ปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ใช้ผักพื้นบ้าน เน้นการปรุงสุกด้วย การต้ม นึ่ง ปิ้ง อบ ไม่ใส่ผงชูรส และหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำอาหารคลีนรับประทานได้แบบประหยัดงบประมาณ และสามารถทำได้ทุกมื้อโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินซื้อวัตถุดิบแพง ๆ อีกด้วย และในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องปรุงรสชนิดพิเศษที่มีราคาสูงกว่าเครื่องปรุงปกติก็ได้ แต่เราปรุงรสไม่ให้จัดจนเกินไป ปรุงรสให้พอดี ๆ ไม่หนักเค็มหรือหนักหวานเกินไปก็สามารทำให้เราประหยัดเงินในการซื้อวัตถุดิบแพง ๆ ไปได้อีกทางหนึ่งด้วย

วิธีการลดน้ำหนัก ตาม lifestyle ที่เหมาะกับตัวเอง

ยุคนี้เป็นยุคที่คนเริ่มหันมาสนใจดูแลสุขภาพและรูปร่างกันมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือ การลดน้ำหนักในยุคที่มีอาหารหลากหลายชนิดที่ล้วนแต่น่ารับประทาน แบบนี้มันช่างยากซะเหลือเกิน วิธีการลดน้ำหนักนั้นเราคิดว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นผักผลไม้ งดของหวาน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ทานอาหารคลีนวันละ 3 มื้อได้ ดังนั้นวันนี้เรามี วิธีการลดน้ำหนักตาม lifestyle มาเสนอ เป็นวิธีที่ง่าย ๆ ที่ทุกคนน่าจะทำตามได้และลดได้จริง

กระบวนการลดน้ำหนักที่ทำแล้วเห็นผลแน่นอน

                การลดน้ำหนักตาม lifestyle นั้นข้อแรกที่ต้องทำคือการ สำรวจตัวเอง ขั้นแรกลองนึกย้อนดูว่าเราเริ่มอ้วนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ต้องเอาตัวเลขเป๊ะ ๆ ก็ได้ เอาแค่ตัวเลขคราว ๆ ก็พอ เพื่อที่จะได้ทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าเราอ้วนสะสมมานานแล้ว เพราะฉะนั้น การลดน้ำหนักมันก็จะไม่เห็นผลในวันสองวันแน่นอน เราต้องอดทน

ขั้นที่สองสำรวจลักษณะนิสัยการกินของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แล้วลิสต์รายการของที่ทานบ่อยที่จะทำให้อ้วนมาเลยว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องเลี่ยง ให้เป็นลิสต์รายการอาหารต้องห้าม เมื่อลิสต์สิ่งต้องห้ามแล้วก็ต้องมาลิสต์สิ่งที่มีประโยชน์ที่เราชอบทาน และให้ยึดอันนั้นเป็นที่พึ่ง เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังอยากให้ยึดตามความชอบของตัวเองอยู่ เพราะถ้าเราต้องฝืนทานในสิ่งที่ไม่ชอบตลอดเวลา อีกไม่นานจะต้องตบะแตกแน่ ๆ ดังนั้นจึงให้เลือกทานผักหรือผลไม่ที่ชื่นชอบเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่เป็นการบั่นทอนกำลังใจในการลดน้ำหนัก เพราะถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอาหารแต่ก็ยังได้ทานของที่ชอบอยู่ แต่การลดน้ำหนักก็จะต้องควบคุมอาหารเพราะฉะนั้นอาหารต้องห้าม ก็คือห้ามทาน

ขั้นสาม สำรวจเวลาว่าง การลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหาร จะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเราต้องสำรวจตัวเองว่าเรามีเวลาว่างในการออกกำลังกายหรือไม่ ในกรณีของใครที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนส เรามีวิธีมานำเสนอ คือ เดินให้มากขึ้น เช่น ปกติเราจะขึ้นลิฟต์ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นวิ่งหรือเดินขึ้นบันไดแทน แรก ๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ถ้าทำเป็นประจำทุกวันจะเริ่ม เดินมากขึ้น เคลื่อนไหวร่างกายบ่อยขึ้น เมื่อมีเวลาว่างก็ออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านให้บ่อยขึ้น ตื่นเช้ามาถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายเบา ๆ ในห้องก็ได้

ขั้นสุดท้ายคือการจัดสรรเวลาในการนอน และการรับประทานอาหาร การนอนดึกถือเป็นภัยต่อการลดน้ำหนักอย่างมากเลย เพราะถ้าเรานอนดึกตื่นสาย เราก็จะไม่ได้ทานข้าวเช้า เวลาอาหารในแต่ละมื้อมันก็จะรวนไปหมด ให้เราขยับเวลานอนให้เร็วขึ้น เพื่อให้เราได้พักผ่อนได้เต็มที่เราจะได้ตื่นเช้ามาอย่างสดใส โดยถ้าหากใครนอนดึกเป็นประจำร่างกายจะชินกับเวลานอนนั้น ให้ค่อย ๆ ขยับเวลานอนให้ไวขึ้นซักครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ ขยับเวลาร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว หลังจากนั้นเราก็จะสามารถจัดเวลาในการทานอาหารได้โดยที่อาหารเช้าแนะนำว่าไม่ควรจะเกิน 9 โมงเช้า อาหารกลางวันไม่ควรจะเกินบ่าย และอาหารเย็นไม่ควรจะเกินหกโมงเย็นและต้องเป็นอาหารที่เน้นผัก ควรเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง และของหวาน

หากเราสามารถทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ รับรองว่าน้ำหนักจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แท้จริงแล้ววิธีที่กล่าวมาทั้งหมดมันคือวิธีการค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เป็นระบบมากขึ้น เลือกกินมมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น นอนเร็วขึ้น เมื่อเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ในใช้ชีวิตของเราได้แล้วนอกจากจะได้หุ่นที่ดีแล้วสุขภาพก็จะดีตามไปด้วย

มะพร้าว Tree of life สายใยประเพณีของคนไทย

มะพร้าวเป็นพืชยืนต้น มีอายุยืนยาวนับร้อยปี ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนานเรียกได้ว่า เชื่อมโยงกับประเพณีและวิถีชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายเลยทีเดียว อาจเป็นเพราะมนุษย์ค้นพบว่ามะพร้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งรากไปจนถึงปลายยอด และเชื่อว่าอีกหลายประเทศที่ปลูกมะพร้าวในเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา อินโดฯ มาเลเซีย เมียนมาร์ ต่างก็ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมะพร้าวไม่ต่างจากเราคนไทย

ประโยชน์จากรากจนถึงปลายยอด

น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งจำเป็นต่อเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือน ที่ต้องการเพื่อปรับสมดุลร่างกาย นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม และมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ และรักษาโรคผิวหนัง

นอกจากการรับประทานน้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนแล้ว มะพร้าวยังถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย วุ้นน้ำมะพร้าว น้ำส้มสายชู กะทิ และน้ำมันมะพร้าวไปโอดีเซล ส่วนยอดอ่อนของมะพร้าว คนโบราณนิยมนำไปแกงกะทิ แกงส้ม แกงคั่ว ส้มตำและยำชนิดต่าง ๆ

กะลามะพร้าว ก็ถูกนำไปทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น โคมไฟ กระดุม กระเป๋า ซออู้ ฯลฯ ใบมะพร้าวนำไปแปรรูปเป็นงานหัตถกรรมจักรสาน ตะกร้า ชะลอม กระจาด และใช้ห่อขนม ส่วนก้านใบก็ถูกนำมาดัดแปลงทำเป็นไม้กวาดทางมะพร้าว เส้นใยถูกนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

นอกจากนี้ส่วนที่คนมองข้ามไปอย่างรกมะพร้าวก็สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบในการทำงานศิลปะ ของชำร่วย ฯลฯ สร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ส่วนลำต้นที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะถูกโค่นทิ้งและขายทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำรั้ว ผนัง และกระถางต้นไม้ตกแต่งบ้านให้สวยงามอยู่เสมอ

มะพร้าวกับความเชื่อและประเพณี

มะพร้าวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะพร้าวได้รับการยกย่องและมีส่วนสำคัญในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การเกิด การตาย และพิธีแต่งงาน ส่วนในประเทศไทย มีความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำมะพร้าวในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อบำรุงทั้งแม่และเด็กให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ผิวพรรณสวยงาม และนอกจากจะนำมะพร้าวมาทำอาหาร คาวหวาน ยารักษาโรคและสิ่งประดิษฐ์ในชีวิตประจำวันแล้ว มะพร้าวก็ยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะประเพณีการทำขวัญทารกแรกเกิด

อย่างไรก็ตาม กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้คิดค้นสูตรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพื่อเป็นทางเลือกในการบำรุงร่างกาย และประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยมีคุณสมบัติที่เป็นธาตุเย็น ช่วยดูดซับและขับของเสียออกจากร่างกาย มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ จึงทำให้ผู้นิยมดื่มน้ำมะพร้าวมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใส อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินบี เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม น้ำตาลกลูโคส (ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว) และกรดอะมิโนจำเป็นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  มะพร้าวจึงไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ แต่มะพร้าวยังเป็นวิถีชีวิตและลมหายใจของมวลมนุษยชาติอีกด้วย